หรือจะเป็นเทรนใหม่ของ Stablecoin ?

ในช่วงก่อนหน้าไม่นาน ทางบริษัทเจ้าของเหรียญ Stablecoin อย่าง CENTRE ซึ่งเป็นเจ้าของเหรียญ USDC นั้นได้ทำการแบนหนึ่งในบัญชีบนเครือข่าย Ethereum ซึ่งถือเหรียญ USDC มูลค่ากว่าหนึ่งแสนดอลลาร์ไว้เนื่องจากคำสั่งจากเจ้าพนักงานของรัฐฯที่ได้ใช้อำนาจตามกฎหมาย

ล่าสุดนั้นทางบริษัท Tether เจ้าของเหรียญ USDT ซึ่งเป็นเหรียญ Stablecoin เช่นเดียวกับ USDC นั้นก็ได้มีการประกาศการขึ้นบัญชีดำของบัญชีผู้ใช้ซึ่งถือเหรียญของพวกเขาไว้กว่า 39 บัญชี โดยบัญชีเหล่านี้มีมูลค่ารวมกันมากถึง 46 ล้านดอลลาร์ โดยมีเหรียญ USDT มูลค่ารวมกันกว่า 5.5 ล้านดอลลาร์

การดำเนินการแบนครั้งสำคัญของ Tether

อ้างอิงจากข้อมูลของ Dune Analytics ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประวัติการขึ้นบัญชีดำของทาง Tether ซึ่งได้มีการแบนบัญชีกว่า 39 ราย โดยรายใหญ่ที่สุดนั้นถึงเหรียญ USDT ไว้มากถึง 4.5 ล้านเลยทีเดียว ซึ่งบัญชีที่ถูกแบนโดย Tether นั้นจะไม่สามารถที่จำดำเนินการการโยกย้ายเหรียญ USDT ในบัญชีไปยังบัญชีอื่นได้ รวมทั้งยังไม่สามารถรับการโอนเหรียญมายังบัญชีดังกล่าวได้อีกด้วย

แม้ว่าทางบริษัทไม่ได้ออกมาชี้แจงถึงการแบนดังกล่าว แต่นาย Stuart Hoegner ที่ปรึกษาของทาง Bitfinex ซึ่งเป็นบริษัทพี่น้องของ Tether นั้นได้ออกมากล่าวว่าการดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากทางบริษัท Tether นั้นได้ดำเนินการร่วมกับองค์กรกฎหมายระหว่างประเทศในหลายครั้ง รวมทั้งยังได้มีการช่วยเหลือในการสืบสวนของพวกเขาอีกด้วย ทำให้เหล่าพวกเขาสามารถดำเนินการช่วยเหลือผู้เสียหายจากอาชญากรรมทางไซเบอร์ได้นั่นเอง

สาเหตุหลักของการแบนบัญชี Stablecoin เหล่านี้

นาย Eric Wall หัวหน้าฝ่ายข้อมูลข่าวสารของบริษัท Arcane Assets นั้นได้ออกมากล่าวถึงสาเหตุของการแบนเหล่านี้ว่าแม้จะมีการขึ้นบัญชีดำเกิดขึ้นหลังจากมีการก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ก็ตาม แต่ในหลายครั้งการแบนบัญชีต่างๆ โดยเฉพาะบัญชีผู้ใช้ Ethereum นั้นมีที่มาจากการป้องกันการดำเนินการของบัญชีที่มีความเสี่ยงในการดำเนินการที่ไม่ปกติมากกว่า

การดำเนินการเหล่านี้เป็นไปตามมาตรการของผู้ดูแลเครือข่ายของ Stablecoin ซึ่งต้องการที่จะป้องกันผู้ใช้รายอื่นรวมทั้งต้องการที่จะจำกัดการดำเนินการของโครงการที่มีลักษณะเป็นการหลอกลวงนักลงทุน การดำเนินการประเภทแชร์ลูกโซ่หรือแม้แต่ในกรณีที่มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นในระบบก่อนที่จะกระจายเป็นวงกว้าง เป็นต้น ซึ่งในการแบนดังกล่าวยังได้มีการปลดแบนบางบัญชีแล้วอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในข้อสังเกตสำคัญคืออำนาจขององค์กรเบื้องหลังการดูแลเครือข่าย Stablecoin เหล่านี้ ทั้ง Tether และ CENTRE ซึ่งมีอำนาจการจัดการเครือข่ายแต่เพียงผู้เดียว โดยการแบนที่เกิดขึ้นนี้เป็นการย้ำถึงอำนาจดังกล่าวที่จะจำกัดหรือแม้แต่กำจัดการดำเนินการที่พวกเขาไม่ต้องการได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้คนในวงการคริปโตนั้นต่างไม่ต้องการนั่นเอง

หากสนใจสามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก Dune Analytics