<?xml version="1.0" encoding="UTF-8" ?>
    <rss version="2.0"
    xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
    xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
    xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
    xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/">
    <channel>
      <title>CryptoSiam ข่าวคริปโตเคอเรนซี Bitcoin และ Blockchain เพื่อคนไทย</title>
      <link>https://cryptosiam.com</link>
      <description>ข่าวอัปเดตล่าสุด Blockchain และ Cryptocurrency, Bitcoin, Ethereum และราคา ศูนย์รวมข่าวคริปโตและบิทคอยน์ของประเทศไทย</description>
      <atom:link href="https://cryptosiam.com/rss/light.xml" rel="self" type="application/rss+xml" />
      <item>
        <title><![CDATA[Metaplanet รุกธุรกิจหลักทรัพย์ ซื้อกิจการ Siiibo มูลค่า 13.1 ล้านดอลลาร์ เดินหน้าสร้างระบบการเงินบน Bitcoin ในญี่ปุ่น]]></title>
        <guid>https://cryptosiam.com/news/metaplanet-to-form-securities-arm-through-siiibo-acquisition</guid>
        <link>https://cryptosiam.com/news/metaplanet-to-form-securities-arm-through-siiibo-acquisition</link>
        <pubDate>Sat, 13 Jun 2026 11:18:00 GMT</pubDate>
        <dc:creator>Putawan Pulom</dc:creator>
        <description><![CDATA[Metaplanet เตรียมเข้าซื้อกิจการ Siiibo Securities มูลค่า 2.1 พันล้านเยน เพื่อจัดตั้งธุรกิจหลักทรัพย์ภายใต้ชื่อ Metaplanet Securities ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Project Nova แผนยุทธศาสตร์ในการสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่ขับเคลื่อนด้วย Bitcoin ในประเทศญี่ปุ่น]]></description>
        <category>ข่าวคริปโตเคอเรนซี่</category>
        <content:encoded><![CDATA[<p class="paragraph"> Metaplanet บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียวที่เป็นที่รู้จักจากกลยุทธ์สะสม Bitcoin ประกาศเข้าซื้อกิจการ Siiibo Securities บริษัทหลักทรัพย์สัญชาติญี่ปุ่น ด้วยมูลค่า 2.1 พันล้านเยน หรือประมาณ 13.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อจัดตั้งธุรกิจหลักทรัพย์ภายใต้เครือของบริษัท และขยายบทบาทในภาคการเงินดิจิทัลของประเทศ </p><p class="paragraph"> บริษัทระบุว่าได้ลงนามในข้อตกลงซื้อหุ้นเพื่อเข้าถือครอง Siiibo Securities ทั้งหมด 100% โดยคาดว่าธุรกรรมจะแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคมนี้ หลังจากนั้นบริษัทจะเปลี่ยนชื่อเป็น “Metaplanet Securities” และดำเนินงานในฐานะบริษัทย่อยที่ถือหุ้นทั้งหมดโดย Metaplanet </p><p class="paragraph"> Simon Gerovich ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Metaplanet กล่าวว่า การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกของ “Project Nova” ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวของบริษัทในการสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่มี Bitcoin เป็นศูนย์กลางในประเทศญี่ปุ่น </p><p class="paragraph"> “เราจะพัฒนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์ด้านผลตอบแทนที่อ้างอิงกับ Bitcoin ให้แก่นักลงทุนญี่ปุ่นโดยตรง โดยมี Bitcoin จำนวน 40,177 BTC ที่อยู่ในงบดุลของบริษัทเป็นฐานสนับสนุน” Gerovich กล่าว </p><p class="paragraph"> Metaplanet ระบุว่า ใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ แพลตฟอร์มการออกหุ้นกู้ภาคเอกชน และฐานลูกค้าของ Siiibo จะช่วยให้บริษัทสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ เช่น ตราสารหนี้ที่เชื่อมโยงกับ Bitcoin รวมถึงเปิดช่องทางเข้าถึงนักลงทุนที่มองหาผลตอบแทนในตลาดญี่ปุ่นได้โดยตรง </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/4fa2c852-5947-4ccf-91c2-976ce3b6d880" alt="คลังสำรอง Bitcoin ของบริษัท Metaplanet ( ที่มา :&nbsp;Bitcoin Treasuries )"><figcaption class="fig-cap">คลังสำรอง Bitcoin ของบริษัท Metaplanet ( ที่มา :&nbsp;Bitcoin Treasuries )</figcaption></figure><p class="paragraph"> ปัจจุบัน Metaplanet ถือครอง Bitcoin มูลค่าทรัพย์สินสุทธิราว 457,600 ล้านเยน หรือประมาณ 2.8 พันล้านดอลลาร์ ทำให้บริษัทกลายเป็นองค์กรจดทะเบียนที่ถือ Bitcoin มากที่สุดในญี่ปุ่น และมากเป็นอันดับสามของโลก ตามข้อมูลจาก Bitcoin Treasuries </p><h2>ญี่ปุ่นเดินหน้าปรับกฎเกณฑ์ เปิดทางสินทรัพย์ดิจิทัลสู่ตลาดการเงิน</h2><p class="paragraph"> การขยายเข้าสู่ธุรกิจหลักทรัพย์ของ Metaplanet เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบในญี่ปุ่น ซึ่งอาจทำให้สินทรัพย์ดิจิทัลมีบทบาทใกล้ชิดกับตลาดทุนแบบดั้งเดิมมากขึ้น </p><p class="paragraph"> รายงานระบุว่า สภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นได้ผ่านร่างกฎหมายที่จะนำสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าสู่กรอบกำกับดูแลด้านตราสารทางการเงิน ซึ่งอาจปูทางไปสู่การอนุมัติกองทุน ETF ที่อ้างอิงคริปโต รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างภาษีให้เอื้อต่อการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น </p><p class="paragraph"> นอกจากนี้ ผู้เล่นรายสำคัญในตลาดการเงินญี่ปุ่นยังเริ่มทดสอบการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในตลาดทุน โดย Japan Securities Clearing Corporation ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Japan Exchange Group ได้ร่วมมือกับ Mizuho, Nomura และ Digital Asset เพื่อทดสอบการใช้พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นในรูปแบบหลักประกันดิจิทัลบนเครือข่าย Canton Network </p><p class="paragraph"> ขณะเดียวกัน SBI Shinsei Bank มีรายงานว่ากำลังพัฒนาบริการเงินฝากที่มอบรางวัลในรูปแบบ Bitcoin, Ether และ XRP ผ่านแพลตฟอร์ม SBI VC Trade สะท้อนถึงความพยายามของภาคการเงินญี่ปุ่นในการผสานสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ากับบริการทางการเงินกระแสหลักมากขึ้น </p><p class="paragraph"> การเข้าซื้อ Siiibo Securities ของ Metaplanet จึงไม่เพียงเป็นการขยายธุรกิจของบริษัทเท่านั้น แต่ยังสะท้อนแนวโน้มที่สถาบันการเงินและองค์กรขนาดใหญ่ในญี่ปุ่นกำลังเตรียมพร้อมสำหรับยุคที่ Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัลจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในระบบการเงินของประเทศ </p><p class="paragraph"> อ้างอิง : <a href="https://cointelegraph.com/news/metaplanet-to-form-securities-arm-through-siiibo-acquisition">Cointelegraph</a> </p>]]></content:encoded>
        <media:content medium="image" url="https://api.cryptosiam.com/assets/11a53581-5d4f-4374-9bbe-c6ca0547cc67/hams-rectangle-template-2026-06-13t181822.png"></media:content>
        </item><item>
        <title><![CDATA[Galaxy Research ชี้ Bitcoin อาจไม่ร่วงลึกเหมือนอดีต แม้ยังไม่ยืนยันจุดต่ำสุดของรอบนี้]]></title>
        <guid>https://cryptosiam.com/news/bitcoins-calm-top-challenges-old-bottom-targets-what-traders-need-to-know</guid>
        <link>https://cryptosiam.com/news/bitcoins-calm-top-challenges-old-bottom-targets-what-traders-need-to-know</link>
        <pubDate>Sat, 13 Jun 2026 11:04:00 GMT</pubDate>
        <dc:creator>Putawan Pulom</dc:creator>
        <description><![CDATA[งานวิจัยใหม่จาก Galaxy Research ระบุว่า Bitcoin อาจสร้างจุดต่ำสุดของรอบนี้ในระดับราคาที่สูงกว่าตลาดขาลงรอบก่อน ๆ เนื่องจากจุดสูงสุดของรอบที่ผ่านมาไม่ได้เกิดแรงเก็งกำไรเหมือนในอดีต แต่สัญญาณการสร้างฐานยังไม่สมบูรณ์ และความต้องการซื้อ Bitcoin ยังคงอ่อนแรง]]></description>
        <category>ข่าวคริปโตเคอเรนซี่</category>
        <content:encoded><![CDATA[<p class="paragraph"> แม้ Bitcoin จะเผชิญแรงขายอย่างหนักตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา แต่งานวิจัยล่าสุดจาก Galaxy Digital ชี้ว่าจุดต่ำสุดของตลาดขาลงรอบปัจจุบันอาจไม่รุนแรงเท่ารอบก่อน ๆ เนื่องจากลักษณะของจุดสูงสุดในปี 2025 แตกต่างจากรอบตลาดที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ </p><p class="paragraph"> Alex Thorn หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Galaxy Research ได้วิเคราะห์ข้อมูลตลาด Bitcoin ทุกวัฏจักรที่ผ่านมา และพบว่ารูปแบบวงจร 4 ปีของ Bitcoin ยังคงสอดคล้องกับสถิติ </p><p class="paragraph"> อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แตกต่างคือการปรับฐานหลังจุดสูงสุดมีแนวโน้มลดความรุนแรงลงเรื่อย ๆ โดยตลาดขาลงในอดีตเคยปรับตัวลงถึง 85%, 84% และ 77% จากจุดสูงสุด ขณะที่รอบปัจจุบันปรับตัวลงประมาณ 51% เท่านั้น </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/e2def2a9-72b8-454c-a0d5-a44520fd457d" alt="การวิเคราะห์จุดสูงสุดและจุดต่ำสุดในรอบตลาด 4 ปีของ Bitcoin ( ที่มา :&nbsp;ที่มา: Galaxy Research/X)"><figcaption class="fig-cap">การวิเคราะห์จุดสูงสุดและจุดต่ำสุดในรอบตลาด 4 ปีของ Bitcoin ( ที่มา :&nbsp;ที่มา: Galaxy Research/X)</figcaption></figure><p class="paragraph"> Thorn อธิบายว่า จุดสูงสุดของ Bitcoin ในเดือนตุลาคม 2025 ไม่ได้มีลักษณะคล้ายจุดสูงสุดของรอบตลาดครั้งก่อน ๆ </p><p class="paragraph"> จากตัวชี้วัดการจับสัญญาณจุดสูงสุดทั้งหมด 11 ตัว มีเพียง 2 ตัวเท่านั้นที่ส่งสัญญาณเตือน ขณะที่ Pi Cycle Top Indicator ซึ่งเป็นตัวชี้วัดยอดนิยม ไม่ได้ส่งสัญญาณเลยเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ </p><p class="paragraph"> นอกจากนี้ ค่า MVRV Ratio ซึ่งใช้เปรียบเทียบมูลค่าตลาดกับต้นทุนเฉลี่ยของผู้ถือครอง Bitcoin ขึ้นไปสูงสุดเพียง 2.29 เท่า ขณะที่ในรอบก่อนหน้าเคยพุ่งขึ้นไปอยู่ระหว่าง 2.93 ถึง 5.91 เท่า </p><p class="paragraph"> Thorn มองว่าสิ่งนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับ “ฐานราคา” ของ Bitcoin </p><p class="paragraph"> “บทสรุปสำคัญคือ จุดสูงสุดที่ไม่สูงเกินไปจะช่วยยกระดับจุดต่ำสุดของรอบได้ เพราะจุดสูงสุดในเดือนตุลาคมมีความเสถียรกว่ารอบก่อน ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยของเครือข่ายอยู่ที่ประมาณ 43.7% ของจุดสูงสุดตลอดกาล เทียบกับเพียง 34%, 21% และ 17% ในรอบก่อนหน้า” </p><h2>สัญญาณจุดต่ำสุดยังมาไม่ครบ</h2><p class="paragraph"> แม้จะมีเหตุผลสนับสนุนว่าจุดต่ำสุดอาจอยู่สูงขึ้น แต่ Galaxy ระบุว่าสัญญาณยืนยันการสร้างฐานยังไม่ครบถ้วน </p><p class="paragraph"> จากตัวชี้วัดการหาจุดต่ำสุดทั้งหมด 13 ตัว มีเพียง 4 ตัวเท่านั้นที่ส่งสัญญาณแล้ว ขณะที่สัญญาณสำคัญหลายตัวยังคงนิ่ง </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/9873819b-b7dd-4ef8-8a26-094728503639" alt="ตารางตัวชี้วัดจุดต่ำสุดของรอบตลาด Bitcoin ( ที่มา :&nbsp;Galaxy Research/X )"><figcaption class="fig-cap">ตารางตัวชี้วัดจุดต่ำสุดของรอบตลาด Bitcoin ( ที่มา :&nbsp;Galaxy Research/X )</figcaption></figure><p class="paragraph"> ด้านมุมมองเชิงเวลา ตลาดขาลงในอดีตมักสร้างจุดต่ำสุดหลังจากสร้างจุดสูงสุดประมาณ 12-13 เดือน </p><p class="paragraph"> ขณะที่การปรับฐานครั้งนี้เพิ่งดำเนินมาได้ประมาณ 8 เดือน ทำให้ยังมีโอกาสที่การทำจุดต่ำสุดจะดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่ง </p><h2>Galaxy ประเมินกรอบราคาจุดต่ำสุดที่หลายระดับราคา</h2><p class="paragraph"> จากต้นทุนเฉลี่ยของเครือข่าย Bitcoin ในปัจจุบันที่ประมาณ 53,600 ดอลลาร์ Galaxy ได้จัดทำ 3 สถานะการสำหรับจุดต่ำสุดของรอบนี้&nbsp;กรณีแบบปกติ 40,000 – 46,000 ดอลลาร์ กรณีเลวร้าย 30,000 – 37,000 ดอลลาร์ และกรณีดีที่สุด 51,000 – 54,000 ดอลลาร์ </p><p class="paragraph"> อย่างไรก็ตาม Thorn เตือนว่าตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่ระดับที่ตายตัว เพราะต้นทุนเฉลี่ยของเครือข่ายสามารถเปลี่ยนแปลงได้หากเกิดแรงขายในตลาด </p><p class="paragraph"> “หากเกิดการเทขายครั้งใหญ่ ผู้ถือจำนวนมากอาจยอมขายขาดทุน ส่งผลให้ต้นทุนเฉลี่ยของเครือข่ายลดลงตาม และอาจทำให้ระดับฐานราคาที่ประเมินไว้บริเวณ 40,000 ดอลลาร์ ลดลงไปใกล้ 28,000 ดอลลาร์ได้” </p><h2>CryptoQuant ชี้ความต้องการยังคงอ่อนแรง</h2><p class="paragraph"> แม้ราคา Bitcoin จะเริ่มเข้าใกล้ระดับที่เคยเป็นจุดต่ำสุดของตลาดขาลงในอดีต แต่ข้อมูลจาก CryptoQuant ยังคงสะท้อนภาพที่ต้องระมัดระวัง </p><p class="paragraph"> ปัจจุบัน Bitcoin ซื้อขายอยู่บริเวณ 59,000 ดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าต้นทุนเฉลี่ยของเครือข่ายที่ 53,600 ดอลลาร์เพียงประมาณ 9% </p><p class="paragraph"> ในอดีต จุดต่ำสุดสำคัญหลายครั้ง รวมถึงช่วงการล่มสลายของ FTX ในปี 2022 มักเกิดขึ้นเมื่อราคาลงมาแตะหรือต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยดังกล่าว </p><p class="paragraph"> นอกจากนี้ CryptoQuant ยังพบว่าความต้องการรวมจากทั้งตลาด Spot และตลาด Futures ปรับตัวลดลงถึง 652,000 BTC ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการปรับลงที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2022 </p><p class="paragraph"> ขณะเดียวกัน ดัชนีวัดความต้องการระยะ 1 ปีของบริษัทก็พลิกเข้าสู่แดนลบแล้ว สะท้อนว่าปัจจุบันจำนวนผู้ซื้อ Bitcoin ใหม่มีน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน </p><p class="paragraph"> แม้ข้อมูลจาก Galaxy จะบ่งชี้ว่าตลาดขาลงรอบนี้อาจไม่รุนแรงเท่ารอบก่อน แต่การที่สัญญาณการสร้างฐานยังไม่ครบถ้วน และความต้องการยังคงอ่อนแรง ทำให้นักวิเคราะห์จำนวนมากยังมองว่าการหาจุดต่ำสุดที่แท้จริงของ Bitcoin อาจยังไม่สิ้นสุดลงในเร็ว ๆ นี้ </p><p class="paragraph"> อ้างอิง : <a href="https://cointelegraph.com/markets/bitcoins-calm-top-challenges-old-bottom-targets-what-traders-need-to-know">Cointelegraph</a> </p>]]></content:encoded>
        <media:content medium="image" url="https://api.cryptosiam.com/assets/33a51f77-0038-4abf-ad14-c3bbcd8dcc4b/hams-rectangle-template-2026-06-13t180404.png"></media:content>
        </item><item>
        <title><![CDATA[แห่จองล้น! แคมเปญ IPO แบบ Tokenized ของ SpaceX บน Binance ดึงเงินกว่า 557 ล้านดอลลาร์ ก่อนเข้าตลาดหุ้น]]></title>
        <guid>https://cryptosiam.com/news/spacex-ipo-550m-binance-crypto-rails-front-run-wall-street-pre-ipo-price-discovery</guid>
        <link>https://cryptosiam.com/news/spacex-ipo-550m-binance-crypto-rails-front-run-wall-street-pre-ipo-price-discovery</link>
        <pubDate>Fri, 12 Jun 2026 13:34:00 GMT</pubDate>
        <dc:creator>Putawan Pulom</dc:creator>
        <description><![CDATA[กระแสความสนใจใน SpaceX ยังคงร้อนแรง เมื่อแคมเปญ Tokenized IPO บน Binance สามารถดึงเงินฝากได้มากกว่า 557 ล้านดอลลาร์จากนักลงทุนเกือบ 28,000 ราย สะท้อนความต้องการเข้าถึงหุ้นก่อน IPO ผ่านตลาดคริปโตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง]]></description>
        <category>ข่าวคริปโตเคอเรนซี่</category>
        <content:encoded><![CDATA[<p class="paragraph"> ความคาดหวังต่อการเข้าตลาดหลักทรัพย์ของ SpaceX กำลังสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ในวงการคริปโต หลังแคมเปญ Tokenized IPO ของ Binance สามารถระดมเงินฝากในรูปแบบ USDC ได้มากกว่า 557 ล้านดอลลาร์จากผู้เข้าร่วมประมาณ 27,689 กระเป๋าเงินดิจิทัล ก่อนการเปิดซื้อขายหุ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 มิถุนายน </p><p class="paragraph"> ข้อมูลจาก Dune Analytics แสดงให้เห็นว่านักลงทุนรายย่อยมีส่วนร่วมอย่างคึกคัก โดยกระเป๋าเงินที่ฝากเงินไม่เกิน 20,000 ดอลลาร์คิดเป็นมากกว่า 81% ของผู้เข้าร่วมทั้งหมด แม้ว่าจะคิดเป็นเพียง 18.39% ของเม็ดเงินรวมก็ตาม </p><p class="paragraph"> ในขณะเดียวกัน นักลงทุนรายใหญ่ยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยมี 114 กระเป๋าเงินที่ฝากเงินมากกว่า 500,000 ดอลลาร์ต่อราย ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10.2% ของเงินทุนทั้งหมดในแคมเปญ </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/877f650c-066c-429d-9189-f4d79f132c3e" alt="สัญญา Perpetual Futures ของ SpaceX ซื้อขายอยู่ที่ระดับประมาณ 179 ดอลลาร์ บนแพลตฟอร์ม Hyperliquid, Binance และกระดานเทรดคริปโตอื่น ๆ (&nbsp;ที่มา : ข้อมูลจาก Talos )"><figcaption class="fig-cap">สัญญา Perpetual Futures ของ SpaceX ซื้อขายอยู่ที่ระดับประมาณ 179 ดอลลาร์ บนแพลตฟอร์ม Hyperliquid, Binance และกระดานเทรดคริปโตอื่น ๆ (&nbsp;ที่มา : ข้อมูลจาก Talos )</figcaption></figure><h2>ตลาดคริปโตกลายเป็นเวทีค้นหาราคาหุ้นก่อน IPO</h2><p class="paragraph"> SpaceX กำลังเตรียมเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก (IPO) ด้วยเป้าหมายระดมทุน 75,000 ล้านดอลลาร์ ที่ราคา 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น ส่งผลให้บริษัทมีมูลค่าราว 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ </p><p class="paragraph"> อย่างไรก็ตาม ตลาดคริปโตกลับประเมินมูลค่าของบริษัทสูงกว่านั้น </p><p class="paragraph"> รายงานจาก Talos ระบุว่า สัญญา Perpetual Futures ของ SpaceX บนแพลตฟอร์ม Hyperliquid เคยซื้อขายในช่วง 180-200 ดอลลาร์ต่อหน่วย หลังเปิดตลาด Pre-IPO เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ซึ่งสะท้อนมูลค่าบริษัทใกล้เคียง 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ </p><p class="paragraph"> แม้ว่าราคาจะปรับตัวลงมาใกล้ระดับ IPO อย่างเป็นทางการในช่วงต้นสัปดาห์ แต่ล่าสุดกลับดีดตัวขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 179 ดอลลาร์อีกครั้ง </p><p class="paragraph"> Talos มองว่าตลาดคริปโตกำลังกลายเป็นพื้นที่ใหม่สำหรับการค้นหาราคาหุ้นก่อน IPO โดยยกตัวอย่างกรณีของบริษัท Cerebras ซึ่งสัญญา Pre-IPO บน Hyperliquid สามารถประเมินราคาเปิดซื้อขายวันแรกในตลาด Nasdaq ได้ใกล้เคียงความจริงอย่างมาก โดยคลาดเคลื่อนเพียง 1.3% </p><h2>นักลงทุนจำนวนมากเชื่อ SpaceX จะมีมูลค่าเกิน 2 ล้านล้านดอลลาร์</h2><p class="paragraph"> บนแพลตฟอร์มทำนายผลอย่าง Polymarket นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงมองบวกต่อ SpaceX อย่างชัดเจน </p><p class="paragraph"> ข้อมูลล่าสุดระบุว่า 56% ของผู้เข้าร่วมคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดของ SpaceX หลังปิดการซื้อขายวันแรกจะอยู่ในช่วง 2-2.5 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่อีก 25% มองว่าบริษัทจะมีมูลค่าระหว่าง 1.5-2 ล้านล้านดอลลาร์ </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/c90973fa-8e13-4922-a6fb-562992b1883c" alt="การเดิมพันมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ณ วันปิดการซื้อขายช่วง IPO ของ SpaceX บน Polymarket (&nbsp;ที่มา : Polymarket.com )"><figcaption class="fig-cap">การเดิมพันมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ณ วันปิดการซื้อขายช่วง IPO ของ SpaceX บน Polymarket (&nbsp;ที่มา : Polymarket.com )</figcaption></figure><p class="paragraph"> ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดจำนวนมากยังเชื่อว่าราคาหุ้น SpaceX อาจปรับตัวขึ้นเหนือระดับที่กำหนดไว้ในการเสนอขาย IPO </p><h2>เว็บเทรดคริปโตเร่งเปิดผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ SpaceX</h2><p class="paragraph"> ความนิยมของ SpaceX ยังผลักดันให้แพลตฟอร์มคริปโตหลายแห่งเร่งเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่อ้างอิงกับหุ้นของบริษัท </p><p class="paragraph"> ล่าสุด OKX ประกาศเตรียมเปิดให้ซื้อขาย X-Perps ที่อ้างอิง SpaceX สำหรับนักลงทุนในยุโรป โดยสามารถใช้ Leverage ได้สูงสุดถึง 10 เท่า </p><p class="paragraph"> ก่อนหน้านี้แพลตฟอร์มชั้นนำอย่าง Binance, Coinbase, Kraken, Bybit, Bitget และ Blockchain.com ต่างก็เปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ SpaceX แล้วเช่นกัน </p><p class="paragraph"> การเติบโตของตลาด Pre-IPO บนโลกคริปโตสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มใหม่ที่นักลงทุนต้องการเข้าถึงบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ก่อนเข้าตลาดหุ้นจริง ขณะเดียวกันก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังเข้ามาเชื่อมโยงกับตลาดทุนแบบดั้งเดิมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในระดับโลก </p><p class="paragraph"> อ้างอิง : <a href="https://cointelegraph.com/news/spacex-ipo-550m-binance-crypto-rails-front-run-wall-street-pre-ipo-price-discovery">Cointelegraph</a> </p>]]></content:encoded>
        <media:content medium="image" url="https://api.cryptosiam.com/assets/6f81ee13-5963-4755-9dfc-bf43ede486a9/hams-rectangle-template-2026-06-12t203413.png"></media:content>
        </item><item>
        <title><![CDATA[ตลาดผันผวนหนัก! หุ้นเทคโนโลยีร่วง น้ำมันพุ่ง กดดัน Bitcoin เสี่ยงหลุด 60,000 ดอลลาร์]]></title>
        <guid>https://cryptosiam.com/news/big-tech-crash-oil-volatility-rattles-markets-will-bitcoin-hold-above-60k</guid>
        <link>https://cryptosiam.com/news/big-tech-crash-oil-volatility-rattles-markets-will-bitcoin-hold-above-60k</link>
        <pubDate>Fri, 12 Jun 2026 12:13:00 GMT</pubDate>
        <dc:creator>Putawan Pulom</dc:creator>
        <description><![CDATA[แรงขายในหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูง และเงินทุนไหลออกจาก Spot Bitcoin ETF กว่า 1.9 พันล้านดอลลาร์ กำลังกดดันตลาดคริปโตอย่างหนัก ขณะที่นักวิเคราะห์เตือนว่า Bitcoin ยังไม่สามารถทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงได้ และมีโอกาสหลุดแนวรับสำคัญที่ 60,000 ดอลลาร์]]></description>
        <category>ข่าวคริปโตเคอเรนซี่</category>
        <content:encoded><![CDATA[<p class="paragraph"> Bitcoin กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน หลังตลาดการเงินโลกเข้าสู่ภาวะผันผวนจากการปรับฐานของหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐ ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่อาจกลับมาอีกครั้ง </p><p class="paragraph"> ดัชนี Nasdaq 100 ปรับตัวลดลงถึง 7.5% ภายในเวลาเพียง 7 วัน ส่งผลให้มูลค่าตลาดหายไปกว่า 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่ามูลค่าตลาดรวมของ Bitcoin ทั้งระบบ </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/70a58a4d-5af9-4f70-9e29-f3310e4beca6" alt="กราฟเปรียบเทียบระหว่าง Nasdaq 100 กับคู่เงิน Bitcoin/USD (&nbsp;ที่มา : TradingView )"><figcaption class="fig-cap">กราฟเปรียบเทียบระหว่าง Nasdaq 100 กับคู่เงิน Bitcoin/USD (&nbsp;ที่มา : TradingView )</figcaption></figure><p class="paragraph"> การปรับฐานดังกล่าวทำให้นักลงทุนเริ่มกังวลว่าระดับแนวรับสำคัญบริเวณ 60,000 ดอลลาร์ของ Bitcoin อาจถูกทดสอบอีกครั้งในอนาคตอันใกล้ </p><h2>ราคาน้ำมันพุ่ง ดันความกังวลเงินเฟ้อกลับมา</h2><p class="paragraph"> หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สร้างแรงกดดันต่อตลาดคือความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะลุ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล </p><p class="paragraph"> ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นทำให้นักลงทุนเริ่มกังวลว่าภาวะเงินเฟ้ออาจยืดเยื้อ และบีบให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ต้องคงนโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไปนานกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ </p><p class="paragraph"> ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงแรงงานสหรัฐยังตอกย้ำความกังวลดังกล่าว หลังดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 6.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022 </p><p class="paragraph"> ผลจากข้อมูลดังกล่าวทำให้ตลาดเริ่มให้น้ำหนักถึง 40% ที่ Fed อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในเดือนกันยายน เพิ่มขึ้นอย่างมากจากเพียง 5% เมื่อหนึ่งเดือนก่อน ตามข้อมูลจาก CME FedWatch Tool </p><h2>ตลาดปรับลดความเสี่ยง ส่งผลต่อ Bitcoin</h2><p class="paragraph"> สัญญา Bitcoin Futures ล่าสุดซื้อขายด้วยราคา Premium ต่ำกว่า 4% เมื่อเทียบกับตลาด Spot ซึ่งถือว่าต่ำกว่าระดับปกติและสะท้อนว่าความต้องการใช้ Leverage ฝั่งขาขึ้นยังคงอ่อนแรง </p><p class="paragraph"> ในขณะเดียวกัน การเสนอขายหุ้น IPO ของ SpaceX มูลค่า 75,000 ล้านดอลลาร์ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม โดยมีความต้องการซื้อสูงกว่าจำนวนหุ้นที่เสนอขายมากกว่า 2 เท่า </p><p class="paragraph"> นักวิเคราะห์มองว่าเม็ดเงินจำนวนมากกำลังไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเทคโนโลยีและโครงการด้าน AI แทนที่จะเข้าสู่ตลาดคริปโต </p><p class="paragraph"> Google ประกาศแผนระดมทุน 80,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ Oracle และ Super Micro Computer เตรียมระดมทุนอีก 40,000 ล้านดอลลาร์ และ 7,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อรองรับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI </p><p class="paragraph"> อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายรายยังไม่มองว่าหุ้น AI กำลังเข้าสู่ภาวะฟองสบู่ โดยเฉพาะหลัง SpaceX สามารถสร้างสถิติ IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยมูลค่าบริษัทราว 1.77 ล้านล้านดอลลาร์ </p><h2>Strategy หยุดซื้อ Bitcoin ชั่วคราว ซ้ำเติมแรงกดดัน</h2><p class="paragraph"> อีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของตลาดคือการที่บริษัท Strategy ของ Michael Saylor ตัดสินใจชะลอการสะสม Bitcoin ชั่วคราว เพื่อบริหารภาระหนี้จากหุ้นกู้แปลงสภาพ </p><p class="paragraph"> การตัดสินใจดังกล่าวทำให้เงินสดสำรองของบริษัทเหลือเพียงพอสำหรับการจ่ายเงินปันผลประมาณ 7 เดือน และส่งผลให้หุ้นบุริมสิทธิ STRC ซื้อขายต่ำกว่าระดับ 100 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสำคัญสำหรับการระดมทุนเพิ่มเติม </p><p class="paragraph"> ในอดีต Strategy ถือเป็นหนึ่งในผู้ซื้อ Bitcoin รายใหญ่ที่สุดของตลาด และมีบทบาทสำคัญต่อแรงซื้อจากสถาบัน </p><h2>เงินไหลออกจาก Spot Bitcoin ETF กว่า 1.9 พันล้านดอลลาร์</h2><p class="paragraph"> ข้อมูลล่าสุดยังแสดงให้เห็นว่า Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐมีเงินไหลออกสุทธิกว่า 1.9 พันล้านดอลลาร์ในเดือนมิถุนายนเพียงเดือนเดียว </p><p class="paragraph"> ตัวเลขดังกล่าวถูกมองว่าเป็นสัญญาณสะท้อนความต้องการลงทุนจากสถาบัน ซึ่งในช่วงหลายเดือนก่อนหน้านี้ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยดันราคา Bitcoin ขึ้นสู่ระดับสูงสุดใหม่ </p><p class="paragraph"> เมื่อแรงซื้อจาก ETF ชะลอตัวลง ประกอบกับภาวะตลาดการเงินโลกที่หลีกเลี่ยงความเสี่ยงมากขึ้น Bitcoin จึงยังไม่สามารถทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากการปรับฐานของตลาดหุ้นได้อย่างที่นักลงทุนบางส่วนคาดหวัง </p><p class="paragraph"> ด้วยแรงกดดันจากเศรษฐกิจมหภาค เงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน และการไหลออกของเงินทุนจาก ETF นักวิเคราะห์มองว่าความเสี่ยงที่ Bitcoin จะปรับตัวลงต่ำกว่าแนวรับสำคัญบริเวณ 60,000 ดอลลาร์ยังคงมีอยู่ และยังไม่ควรถูกมองข้ามในระยะสั้น </p><p class="paragraph"> อ้างอิง : <a href="https://cointelegraph.com/markets/big-tech-crash-oil-volatility-rattles-markets-will-bitcoin-hold-above-60k">Cointelegraph</a> </p>]]></content:encoded>
        <media:content medium="image" url="https://api.cryptosiam.com/assets/78f0553d-eb24-48f5-bb09-d0058e9b712b/hams-rectangle-template-2026-06-12t191245.png"></media:content>
        </item><item>
        <title><![CDATA[เงินเฟ้อสหรัฐพุ่ง 4.2% กดดัน Bitcoin และทองคำ นักวิเคราะห์เตือน BTC เสี่ยงหลุด 60,000 ดอลลาร์]]></title>
        <guid>https://cryptosiam.com/news/pressure-on-bitcoin-and-gold-increases-as-us-inflation-tops-4</guid>
        <link>https://cryptosiam.com/news/pressure-on-bitcoin-and-gold-increases-as-us-inflation-tops-4</link>
        <pubDate>Thu, 11 Jun 2026 13:45:00 GMT</pubDate>
        <dc:creator>Putawan Pulom</dc:creator>
        <description><![CDATA[นักวิเคราะห์มองว่า Bitcoin และทองคำอาจเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง หลังอัตราเงินเฟ้อสหรัฐในเดือนพฤษภาคมพุ่งแตะ 4.2% ทำลายความหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ และเพิ่มความเสี่ยงที่ Bitcoin อาจร่วงต่ำกว่า 60,000 ดอลลาร์ในระยะสั้น]]></description>
        <category>ข่าวคริปโตเคอเรนซี่</category>
        <content:encoded><![CDATA[<p class="paragraph"> Bitcoin และทองคำกำลังเผชิญความท้าทายรอบใหม่ หลังข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐประจำเดือนพฤษภาคมออกมาสูงถึง 4.2% ส่งผลให้นักลงทุนลดความคาดหวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ในปีนี้ </p><p class="paragraph"> ข้อมูลดังกล่าวสร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตเคอร์เรนซี รวมถึงสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงเป็นเวลานานจะทำให้สภาพคล่องในระบบการเงินลดลง และเพิ่มต้นทุนในการถือครองสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/57f59137-04b1-457b-b5d9-a4639b14c461" alt="อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ พุ่งทะยานแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี ( ที่มา : Trading Economics )"><figcaption class="fig-cap">อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ พุ่งทะยานแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี ( ที่มา : Trading Economics )</figcaption></figure><h2>Bitcoin และทองคำเผชิญแรงขาย ขณะที่น้ำมันพุ่งแรง</h2><p class="paragraph"> ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 Bitcoin ปรับตัวลดลงแล้วประมาณ 36% นับตั้งแต่เดือนมกราคม ขณะที่ราคาทองคำร่วงลงราว 23% จากจุดสูงสุดเมื่อต้นปี </p><p class="paragraph"> ในทางตรงกันข้าม ราคาน้ำมันดิบกลับปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อทั่วโลก </p><p class="paragraph"> Iggy Ioppe ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของบริษัทซื้อขายสถาบัน Theo กล่าวว่า ตัวเลข CPI ที่ออกมาตามคาดยังคงทำให้ Fed ต้องใช้ท่าทีระมัดระวัง และยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเร่งลดดอกเบี้ย </p><p class="paragraph"> “สำหรับ Bitcoin ตัวเลขเงินเฟ้อครั้งนี้ไม่ได้เป็นปัจจัยบวกหรือลบอย่างชัดเจน แต่ก็ยังจำกัดความหวังเรื่องสภาพคล่องเพิ่มเติมในตลาด ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงยังคงเคลื่อนไหวตามแรงเก็งกำไรและการจัดพอร์ตมากกว่าปัจจัยพื้นฐานใหม่” </p><p class="paragraph"> เขายังเสริมว่า ทองคำยังอยู่ภายใต้แรงกดดันเช่นกัน เนื่องจากอัตราผลตอบแทนยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองทองคำเพิ่มขึ้น </p><h2>สถาบันยังไม่พร้อมกลับเข้าซื้อ Bitcoin</h2><p class="paragraph"> Markus Thielen หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ 10x Research มองว่า สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคในปัจจุบันยังไม่เอื้อต่อการฟื้นตัวของ Bitcoin </p><p class="paragraph"> “เราไม่เชื่อว่าข้อมูลเงินเฟ้อชุดนี้จะดีพอที่จะกระตุ้นให้นักลงทุนสถาบันใน Wall Street กลับมาจัดสรรเงินเข้าสู่ Bitcoin อย่างมีนัยสำคัญ” </p><p class="paragraph"> Thielen ระบุว่า นักลงทุนสถาบันต้องการเห็นหลักฐานเพิ่มเติมว่าเงินเฟ้อกำลังลดลงอย่างยั่งยืน ก่อนที่จะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล </p><p class="paragraph"> นอกจากนี้ เขายังชี้ให้เห็นว่าความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน อาจสร้างความเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมันโลก และผลักดันให้ความคาดหวังเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นอีกในช่วงฤดูร้อน </p><p class="paragraph"> ด้วยเหตุนี้ Thielen จึงมองว่า Bitcoin ยังคงอยู่ในสถานะเปราะบาง และมีโอกาสสูงขึ้นที่ราคาจะหลุดระดับ 60,000 ดอลลาร์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า </p><h2>การกลับมาของตลาดขาขึ้นอาจต้องรอเงินเฟ้อลดลง</h2><p class="paragraph"> Tim Sun นักวิจัยอาวุโสจาก HashKey Group มองว่า แม้กระแสคาดการณ์เรื่องการขึ้นดอกเบี้ยจะเริ่มร้อนแรงขึ้น แต่โอกาสที่ Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในปีนี้ยังค่อนข้างต่ำ </p><p class="paragraph"> อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่าความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงจะกลับมาได้อย่างจริงจังก็ต่อเมื่อเงินเฟ้อเริ่มชะลอตัว เปิดทางให้ Fed ลดดอกเบี้ย และช่วยเพิ่มสภาพคล่องในระบบการเงิน </p><p class="paragraph"> “เมื่อเงินเฟ้อลดลง การลดดอกเบี้ยจะกลายเป็นทางเลือกที่เป็นไปได้ ต้นทุนเงินทุนจะลดลง และความต้องการรับความเสี่ยงของนักลงทุนจะกลับมาอีกครั้ง” </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/d2ba68a9-d5b8-42c2-93ae-66e78f07c37b" alt="อัตราดอกเบี้ยนโยบายไม่มีการเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2025 ( ที่มา : Trading Economics )"><figcaption class="fig-cap">อัตราดอกเบี้ยนโยบายไม่มีการเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2025 ( ที่มา : Trading Economics )</figcaption></figure><p class="paragraph"> ข้อมูลจากตลาด CME Futures ล่าสุดยังสะท้อนว่านักลงทุนให้น้ำหนักถึง 98.4% ที่ Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมในการประชุมวันที่ 17 มิถุนายนที่จะถึงนี้ </p><p class="paragraph"> ในระยะสั้น ภาพรวมดังกล่าวยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อ Bitcoin และตลาดคริปโตโดยรวม ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง </p><p class="paragraph"> อ้างอิง : <a href="https://cointelegraph.com/news/pressure-on-bitcoin-and-gold-increases-as-us-inflation-tops-4">Cointelegraph</a> </p>]]></content:encoded>
        <media:content medium="image" url="https://api.cryptosiam.com/assets/c996c91b-9c78-4579-8bc1-e78c7185af62/hams-rectangle-template-2026-06-11t204457.png"></media:content>
        </item><item>
        <title><![CDATA[วัยรุ่นแคนาดาหลอกขโมยคริปโต 13 ล้านดอลลาร์ ใช้ชีวิตหรูเช่าเจ็ตส่วนตัว-ซื้อ Lamborghini ก่อนถูกจับ]]></title>
        <guid>https://cryptosiam.com/news/teen-admits-to-scamming-13m-crypto-to-splurge-on-private-jets-lambo</guid>
        <link>https://cryptosiam.com/news/teen-admits-to-scamming-13m-crypto-to-splurge-on-private-jets-lambo</link>
        <pubDate>Thu, 11 Jun 2026 12:34:00 GMT</pubDate>
        <dc:creator>Putawan Pulom</dc:creator>
        <description><![CDATA[อัยการสหรัฐเปิดเผยว่า Trenton Richard Johnston วัยรุ่นชาวแคนาดา ขโมยคริปโตมูลค่ากว่า 13 ล้านดอลลาร์ผ่านการหลอกลวงแบบ Social Engineering ก่อนนำเงินไปใช้ชีวิตหรูหราในไมอามีและลอสแอนเจลิส ทั้งรถซูเปอร์คาร์ เครื่องประดับ และเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว]]></description>
        <category>ข่าวคริปโตเคอเรนซี่</category>
        <content:encoded><![CDATA[<p class="paragraph"> Trenton Richard Johnston ชาวแคนาดา วัย 20 ปี ยอมรับสารภาพผิดในคดีสมคบคิดฟอกเงิน หลังถูกกล่าวหาว่าเป็นหนึ่งในขบวนการหลอกลวงคริปโตที่ขโมยสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่ากว่า 13 ล้านดอลลาร์จากเหยื่อในสหรัฐ และนำเงินที่ได้ไปใช้จ่ายกับไลฟ์สไตล์หรูหราอย่างฟุ่มเฟือย </p><p class="paragraph"> อัยการสหรัฐระบุว่า Johnston และผู้ร่วมขบวนการใช้วิธี Social Engineering หรือการหลอกลวงทางจิตวิทยา โดยแอบอ้างเป็นพนักงานของ Google, Trezor และบริษัทคริปโตรายอื่น เพื่อหลอกให้เหยื่อเชื่อว่าบัญชีหรือกระเป๋าเงินดิจิทัลของตนกำลังถูกเจาะระบบ ก่อนโน้มน้าวให้มอบข้อมูลสำคัญที่นำไปสู่การขโมยสินทรัพย์ </p><p class="paragraph"> คดีนี้ถือเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนว่าการโจรกรรมคริปโตในปัจจุบันไม่ได้อาศัยการแฮ็กระบบที่ซับซ้อนเสมอไป แต่ใช้การสร้างความน่าเชื่อถือเพื่อหลอกลวงเหยื่อแทน </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/68675be3-4ff4-48e9-8f6d-6d06712fe859" alt="ภาพถ่ายประวัติอาชญากรรมของ Trenton Richard Johnston ( ที่มา : Miami-Dade County)"><figcaption class="fig-cap">ภาพถ่ายประวัติอาชญากรรมของ Trenton Richard Johnston ( ที่มา : Miami-Dade County)</figcaption></figure><h2>หลอกเป็น Google และ Trezor ก่อนขโมย Bitcoin มูลค่า 13 ล้านดอลลาร์</h2><p class="paragraph"> ตามเอกสารของศาล ขบวนการดังกล่าวเริ่มก่อเหตุราวเดือนมกราคม 2024 </p><p class="paragraph"> ในเดือนกุมภาพันธ์ Johnston สามารถหลอกเหยื่อรายหนึ่งให้เชื่อว่าบัญชี Gmail และบัญชี Coinbase ของเขาถูกแฮ็ก จนสามารถขโมย Ether มูลค่าประมาณ 41,000 ดอลลาร์ได้สำเร็จ </p><p class="paragraph"> ต่อมาในเดือนมีนาคม Johnston และพวกได้แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จาก Google และ Trezor ติดต่อเหยื่ออีกรายในรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยอ้างว่ามีผู้พยายามเข้าถึงกระเป๋าคริปโตของเหยื่อ ส่งผลให้เหยื่อสูญเสีย Bitcoin มูลค่าราว 13 ล้านดอลลาร์ </p><h2>ใช้เงินโจรกรรมซื้อ Lamborghini เช่าเจ็ตส่วนตัว</h2><p class="paragraph"> อัยการเปิดเผยว่า Johnston นำเงินคริปโตที่ขโมยมาได้ประมาณ 1.2 ล้านดอลลาร์ไปใช้จ่ายภายในเวลาเพียงสองเดือน เพื่อชีวิตหรูหราในเมืองไมอามีและลอสแอนเจลิส </p><p class="paragraph"> โดยได้รับความช่วยเหลือจาก Brandon Tardibone เจ้าของธุรกิจให้เช่ารถหรู ซึ่งภายหลังยอมรับสารภาพผิดในข้อหาฟอกเงินเช่นกัน </p><p class="paragraph"> เงินส่วนใหญ่ถูกนำไปซื้อและเช่ารถยนต์ระดับซูเปอร์คาร์หลายคัน รวมถึง BMW สองคัน และ Lamborghini Aventador SVJ นอกจากนี้ยังถูกใช้ในการเช่าเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว บ้านพักหรูใน North Miami รวมถึงซื้อตั๋วเครื่องบินให้หญิงสาวสองคนจากนิวยอร์ก </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/f43e24c4-83e1-49b2-aea1-5310b11f94e2" alt="ภาพถ่ายรถยนต์ Lamborghini Aventador SVJ รถหรูระดับซูเปอร์คาร์ที่ทางอัยการระบุว่า Trenton Johnston ได้นำเงินที่ขโมยมาไปใช้เป็นค่าเช่า ( ที่มา : Wikimedia Commons )"><figcaption class="fig-cap">ภาพถ่ายรถยนต์ Lamborghini Aventador SVJ รถหรูระดับซูเปอร์คาร์ที่ทางอัยการระบุว่า Trenton Johnston ได้นำเงินที่ขโมยมาไปใช้เป็นค่าเช่า ( ที่มา : Wikimedia Commons )</figcaption></figure><h2>จุดจบเริ่มจากการขับ Rolls-Royce เร็วเกินกำหนด</h2><p class="paragraph"> เส้นทางการใช้ชีวิตหรูของ Johnston สิ้นสุดลงในเดือนมีนาคม เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตรวจรถ Rolls-Royce ของเขาจากข้อหาขับรถเร็วเกินกำหนด </p><p class="paragraph"> ระหว่างการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบยาเม็ดที่สงสัยว่าเป็นสารแอมเฟตามีนจำนวน 21 เม็ด ก่อนจะขยายผลยึดคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และบันทึกลายมือ ซึ่งนำไปสู่การเชื่อมโยงกับเครือข่ายหลอกลวงคริปโตดังกล่าว </p><p class="paragraph"> หลังถูกจับกุม Johnston ได้ส่งมอบ Bitcoin จำนวน 53.16 BTC และ Ether จำนวน 275.23 ETH คืนให้ทางการ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3.7 ล้านดอลลาร์ตามราคาปัจจุบัน </p><p class="paragraph"> ภายใต้ข้อตกลงรับสารภาพและความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ อัยการเสนอให้ Johnston รับโทษจำคุกระหว่าง 51-63 เดือน พร้อมยกเลิกข้อหาฉ้อโกงทางอิเล็กทรอนิกส์บางส่วน ซึ่งเดิมอาจทำให้เขาต้องเผชิญโทษจำคุกสูงสุดถึง 40 ปี </p><p class="paragraph"> ส่วน Tardibone เจ้าของธุรกิจให้เช่ารถหรู ถูกเสนอให้รับโทษจำคุกระหว่าง 27-33 เดือน </p><h2>ทางการสหรัฐเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมคริปโต</h2><p class="paragraph"> คดีของ Johnston ถือเป็นหนึ่งในหลายคดีที่สะท้อนความเข้มงวดของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายสหรัฐต่ออาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโต </p><p class="paragraph"> ก่อนหน้านี้ในเดือนเมษายน ชายชาวแคลิฟอร์เนียวัย 22 ปี ถูกตัดสินจำคุก 70 เดือน จากการมีส่วนร่วมในเครือข่ายอาชญากรรมที่ขโมยคริปโตมูลค่ากว่า 263 ล้านดอลลาร์ผ่านการหลอกลวงและการโจรกรรม </p><p class="paragraph"> ขณะที่ในเดือนกุมภาพันธ์ พลเมืองจีนรายหนึ่งถูกตัดสินจำคุก 20 ปี จากการดำเนินโครงการหลอกลวงคริปโตระดับโลกที่สร้างความเสียหายมากกว่า 73 ล้านดอลลาร์ </p><p class="paragraph"> Deddy Lavid CEO ของบริษัทด้านความปลอดภัยบล็อกเชน Cyvers กล่าวว่า อุตสาหกรรมคริปโตไม่สามารถพึ่งพาการให้ความรู้แก่ผู้ใช้งานเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป </p><p class="paragraph"> เขามองว่ากระเป๋าเงินดิจิทัล เว็บเทรด ผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ และสถาบันการเงิน จำเป็นต้องมีระบบตรวจจับความเสี่ยง เพื่อระบุพฤติกรรมต้องสงสัย กระเป๋าเงินปลายทางที่มีความเสี่ยง และรูปแบบการฟอกเงิน ก่อนที่ธุรกรรมจะถูกดำเนินการสำเร็จ </p><p class="paragraph"> “สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนจากการตามสืบสวนหลังเกิดเหตุ ไปสู่การป้องกันการฉ้อโกงก่อนที่เงินจะถูกโอนออกจากบัญชี” เขากล่าว </p><p class="paragraph"> อ้างอิง : <a href="https://cointelegraph.com/news/teen-admits-to-scamming-13m-crypto-to-splurge-on-private-jets-lambo\">Cointelegraph</a> </p>]]></content:encoded>
        <media:content medium="image" url="https://api.cryptosiam.com/assets/fbd02ed4-687e-4c56-86ca-f6cfc4a49988/hams-rectangle-template-2026-06-11t193353.png"></media:content>
        </item><item>
        <title><![CDATA[SpaceX จ่อสร้างประวัติศาสตร์ IPO ใหญ่สุดในโลก หลังยอดจองซื้อทะลุเป้าเกือบ 4 เท่า นักวิเคราะห์ชี้ดูดสภาพคล่องจากคริปโตและหุ้นเทค]]></title>
        <guid>https://cryptosiam.com/news/spacex-ipo-nears-four-times-oversubscribed-squeezing-crypto-and-tech</guid>
        <link>https://cryptosiam.com/news/spacex-ipo-nears-four-times-oversubscribed-squeezing-crypto-and-tech</link>
        <pubDate>Wed, 10 Jun 2026 12:43:00 GMT</pubDate>
        <dc:creator>Putawan Pulom</dc:creator>
        <description><![CDATA[การเสนอขายหุ้น IPO ของ SpaceX ได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างล้นหลาม โดยมีมูลค่าคำสั่งซื้อรวมมากกว่า 250,000 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าเป้าระดมทุนที่ตั้งไว้ถึงเกือบ 4 เท่า ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่ากระแสเงินทุนจำนวนมหาศาลที่ไหลเข้าสู่ดีลนี้อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กดดันตลาดคริปโตและหุ้นเทคโนโลยีในช่วงที่ผ่านมา]]></description>
        <category>ข่าวคริปโตเคอเรนซี่</category>
        <content:encoded><![CDATA[<p class="paragraph"> การเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ของ SpaceX บริษัทด้านอวกาศของ Elon Musk กำลังได้รับความสนใจอย่างมากจากนักลงทุนทั่วโลก หลังมีรายงานว่ายอดจองซื้อหุ้นล่าสุดพุ่งแตะกว่า 250,000 ล้านดอลลาร์ หรือสูงกว่าเป้าหมายการระดมทุนที่บริษัทตั้งไว้ที่ 75,000 ล้านดอลลาร์เกือบ 4 เท่า </p><p class="paragraph"> หากการเสนอขายครั้งนี้สำเร็จตามแผน จะถือเป็นการ IPO ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดย SpaceX จะมีมูลค่ากิจการอยู่ที่ราว 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ ตามรายงานของ Reuters </p><p class="paragraph"> แหล่งข่าวในวงการธนาคารและการลงทุนระบุว่า ความต้องการลงทุนยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะจากกองทุนระยะยาว ที่ส่งคำสั่งซื้อเข้ามาในปริมาณมาก แม้ว่าตัวเลขสุดท้ายอาจยังเปลี่ยนแปลงได้ก่อนกำหนดวันกำหนดราคาหุ้นในวันพฤหัสบดี เนื่องจากนักลงทุนสถาบันรายใหญ่บางส่วนมักส่งคำสั่งซื้อในช่วงท้าย </p><h2>นักวิเคราะห์มอง IPO SpaceX กำลังดึงสภาพคล่องออกจากตลาดเสี่ยง</h2><p class="paragraph"> การระดมทุนครั้งประวัติศาสตร์ของ SpaceX เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดการเงินทั่วโลกเผชิญความผันผวน โดยหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่มูลค่าตลาดคริปโตหายไปราว 180,000 ล้านดอลลาร์ภายในสัปดาห์เดียว </p><p class="paragraph"> นักวิเคราะห์บางส่วนเชื่อว่าการปรับตัวของตลาดอาจไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากนักลงทุนขายสินทรัพย์อื่นเพื่อนำเงินไปเข้าร่วม IPO ของ SpaceX </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/0eb6d28a-8c17-4fec-809c-3db935f3e1a6" alt="หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงหนัก ก่อนหน้าการเปิดขายหุ้น IPO ของ SpaceX ( ที่มา : ข้อมูลจาก Barchart )"><figcaption class="fig-cap">หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงหนัก ก่อนหน้าการเปิดขายหุ้น IPO ของ SpaceX ( ที่มา : ข้อมูลจาก Barchart )</figcaption></figure><p class="paragraph"> Andri Fauzan Adziima หัวหน้าฝ่ายวิจัยจาก Bitrue Research Institute กล่าวว่า สถานการณ์ในปัจจุบันสะท้อนรูปแบบของ “การดูดสภาพคล่องก่อน IPO ขนาดใหญ่”&nbsp; </p><p class="paragraph"> เขามองว่าการปรับฐานของตลาดคริปโตและหุ้นเทคโนโลยีไม่ได้เกิดขึ้นแบบไร้สาเหตุ แต่เป็นผลจากการที่นักลงทุนจำนวนมากเตรียมเงินทุนสำหรับการเข้าซื้อหุ้น SpaceX ซึ่งกำลังจะเริ่มซื้อขายที่ราคา 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น ภายใต้การประเมินมูลค่าบริษัทที่ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ </p><p class="paragraph"> อย่างไรก็ตาม Adziima เชื่อว่าการเคลื่อนย้ายเงินทุนครั้งนี้เป็นเพียงการหมุนเวียนเงินระยะสั้น ไม่ใช่สัญญาณของตลาดขาลงรอบใหม่ </p><h2>ตลาดคริปโตเกาะกระแส เปิดซื้อขายสัญญา SpaceX ล่วงหน้า</h2><p class="paragraph"> กระแสความร้อนแรงของ IPO SpaceX ยังส่งผลให้หลายแพลตฟอร์มคริปโตเร่งเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดย Binance, Coinbase, Kraken และ Bybit ต่างเปิดให้ซื้อขายสัญญา Futures แบบ Perpetual ที่อ้างอิงกับหุ้น SpaceX ก่อนการเข้าตลาดจริง </p><p class="paragraph"> Shunyet Jan หัวหน้าฝ่าย Spot และ Derivatives ของ Binance กล่าวว่า ความสำเร็จในช่วงแรกของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความต้องการของนักลงทุนที่ต้องการเข้าถึงบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ผ่านเครื่องมือการลงทุนในรูปแบบสินทรัพย์ดิจิทัล </p><p class="paragraph"> ข้อมูลระบุว่าสัญญา Perpetual Futures ที่อ้างอิงกับ SpaceX บน Binance สร้างปริมาณการซื้อขายสะสมกว่า 2,100 ล้านดอลลาร์ภายในเวลาเพียง 18 วัน และมีผู้เข้าร่วมจากมากกว่า 130 ประเทศทั่วโลก </p><p class="paragraph"> ขณะเดียวกัน Hyperliquid ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายแบบกระจายศูนย์ (DEX) มียอดการซื้อขายสัญญา SpaceX สูงกว่า 70 ล้านดอลลาร์ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยมีมูลค่า Open Interest มากกว่า 115 ล้านดอลลาร์ </p><p class="paragraph"> แม้ว่าราคาสัญญาอนุพันธ์ดังกล่าวจะลดลงจาก 210 ดอลลาร์ในช่วงเปิดตัวมาอยู่ที่ประมาณ 157 ดอลลาร์ในปัจจุบัน แต่ยังสะท้อนถึงความต้องการลงทุนที่แข็งแกร่ง และประเมินมูลค่าของ SpaceX ไว้ที่ราว 1.97 ล้านล้านดอลลาร์ </p><p class="paragraph"> สำหรับ SpaceX ปัจจุบันมีรายได้สำคัญจากธุรกิจอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้หลักของบริษัท ขณะที่บริษัทเองยังมองเห็นโอกาสทางธุรกิจด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่อาจมีมูลค่าตลาดรวมสูงถึง 23 ล้านล้านดอลลาร์ในอนาคตอีกด้วย </p><p class="paragraph"> อ้างอิง : <a href="https://cointelegraph.com/news/spacex-ipo-nears-four-times-oversubscribed-squeezing-crypto-and-tech">Cointelegraph</a> </p>]]></content:encoded>
        <media:content medium="image" url="https://api.cryptosiam.com/assets/01aceebb-6239-4726-afd0-fffeb3f12497/hams-rectangle-template-2026-06-10t194242.png"></media:content>
        </item><item>
        <title><![CDATA[EU เสนอแบน 11 แพลตฟอร์มคริปโตในมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียรอบใหม่ หวังปิดช่องโหว่เลี่ยงข้อจำกัดทางการเงิน]]></title>
        <guid>https://cryptosiam.com/news/eu-russia-sanctions-11-crypto-platforms</guid>
        <link>https://cryptosiam.com/news/eu-russia-sanctions-11-crypto-platforms</link>
        <pubDate>Wed, 10 Jun 2026 10:46:00 GMT</pubDate>
        <dc:creator>Putawan Pulom</dc:creator>
        <description><![CDATA[สหภาพยุโรปเสนอเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียรอบที่ 21 โดยเตรียมสั่งห้ามทำธุรกรรมกับแพลตฟอร์มคริปโต 11 แห่ง พร้อมขยายขอบเขตการดำเนินการต่อเครือข่ายที่ถูกกล่าวหาว่าช่วยรัสเซียหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก]]></description>
        <category>ข่าวคริปโตเคอเรนซี่</category>
        <content:encoded><![CDATA[<p class="paragraph"> สหภาพยุโรปเดินหน้ากดดันรัสเซียผ่านมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ โดยเสนอห้ามทำธุรกรรมกับแพลตฟอร์มคริปโตจำนวน 11 แห่ง ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรรอบที่ 21 ซึ่งมุ่งเป้าตัดช่องทางการเงินที่อาจถูกใช้เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดจากมาตรการระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับสงครามในยูเครน </p><p class="paragraph"> Kaja Kallas รองประธานคณะกรรมาธิการยุโรปและผู้แทนระดับสูงด้านนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงของ EU เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า มาตรการชุดใหม่จะครอบคลุมธนาคาร ผู้ผลิตอาวุธ ผู้ค้าพลังงาน โรงกลั่นน้ำมัน รวมถึงองค์กรต่าง ๆ ที่อยู่นอกสหภาพยุโรป </p><p class="paragraph"> “เราจะเพิ่มความเข้มงวดในการห้ามให้บริการด้านสินทรัพย์ดิจิทัลแก่บางประเทศ เพิ่มรายชื่อบุคคลและองค์กรที่ถูกคว่ำบาตร และสั่งห้ามทำธุรกรรมกับแพลตฟอร์มคริปโต 11 แห่ง” Kallas ระบุ </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/06ea43eb-7019-42ce-9799-bc7f38f8070b" alt="( ที่มา :&nbsp;Kaja Kallas )"><figcaption class="fig-cap">( ที่มา :&nbsp;Kaja Kallas )</figcaption></figure><p class="paragraph"> แม้คณะกรรมาธิการยุโรปจะยังไม่เปิดเผยรายชื่อแพลตฟอร์มคริปโตทั้ง 11 แห่งที่ได้รับผลกระทบ แต่ข้อเสนอดังกล่าวสะท้อนถึงความพยายามของ EU ในการขยายขอบเขตมาตรการคว่ำบาตรจากภาคธนาคารและพลังงาน ไปสู่ภาคสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถูกมองว่าอาจมีบทบาทในการช่วยรัสเซียหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางการเงิน </p><p class="paragraph"> ด้าน Ursula von der Leyen ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ระบุว่า แพ็กเกจคว่ำบาตรฉบับใหม่นี้ยังรวมถึงการเพิ่มรายชื่อธนาคารรัสเซียอีก 31 แห่ง และองค์กรในประเทศอื่น ๆ อีก 20 แห่ง ซึ่งครอบคลุมทั้งธนาคาร แพลตฟอร์มคริปโต และผู้ค้าน้ำมัน </p><p class="paragraph"> เธอกล่าวว่า หน่วยงานเหล่านี้ถูกกล่าวหาว่าให้บริการแก่บุคคลและองค์กรรัสเซียที่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตร หรือมีส่วนช่วยให้สามารถหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของ EU ได้ </p><h2>ตามรอยสหราชอาณาจักร หลังคว่ำบาตร HTX</h2><p class="paragraph"> ข้อเสนอของ EU เกิดขึ้นไม่นานหลังจากสหราชอาณาจักรประกาศคว่ำบาตร Huobi Global S.A. บริษัทสัญชาติปานามาที่อยู่เบื้องหลังแพลตฟอร์ม HTX เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยกล่าวหาว่าบริษัทมีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายทางการเงินที่เชื่อมโยงกับรัสเซีย </p><p class="paragraph"> ทางการสหราชอาณาจักรระบุว่ามีเหตุอันควรที่เชื่อถือได้ว่า HTX ให้การสนับสนุนรัฐบาลรัสเซียผ่านบริการทางการเงินและการเคลื่อนย้ายเงินที่เกี่ยวข้องกับ A7 Limited Liability Company และ Garantex ซึ่งเป็นองค์กรที่ถูกคว่ำบาตรอยู่ก่อนแล้ว </p><p class="paragraph"> อย่างไรก็ตาม HTX ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยยืนยันว่าองค์กรที่ถูกคว่ำบาตรนั้นเป็นนิติบุคคลที่แยกออกจากแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตออนไลน์ของบริษัท </p><p class="paragraph"> ขณะเดียวกัน รายงานจาก Global Ledger ระบุว่า HTX มีธุรกรรมคริปโตที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูงรวมมูลค่าประมาณ 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ระหว่างปี 2021 ถึงเดือนพฤษภาคม 2026 โดยในจำนวนดังกล่าวมีประมาณ 7.64 พันล้านดอลลาร์เชื่อมโยงกับหน่วยงานรัสเซีย รวมถึงตลาดมืดบนโลกออนไลน์ เช่น Garantex, Grinex, A7A5 และ Hydra </p><p class="paragraph"> แม้มาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวจะได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่าย แต่ก็มีนักวิจัยด้านบล็อกเชนบางส่วนออกมาแสดงความกังวลว่า การตีตราแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตทั้งระบบอาจส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมาย และอาจลดประสิทธิภาพของเครื่องมือติดตามธุรกรรมที่ใช้ตรวจสอบเส้นทางการเงินที่น่าสงสัยในอนาคต </p><p class="paragraph"> อ้างอิง : <a href="https://cointelegraph.com/news/eu-russia-sanctions-11-crypto-platforms">Cointelegraph</a> </p>]]></content:encoded>
        <media:content medium="image" url="https://api.cryptosiam.com/assets/35b74ad7-cfdb-4dfd-80cf-10707d731d55/hams-rectangle-template-2026-06-10t180755.png"></media:content>
        </item><item>
        <title><![CDATA[Strategy กลับมาซื้อ Bitcoin เพิ่ม 1,550 BTC หลังการขาย 32 BTC จุดกระแสวิจารณ์หนัก]]></title>
        <guid>https://cryptosiam.com/news/strategy-resumes-bitcoin-purchases-1550-btc-buy</guid>
        <link>https://cryptosiam.com/news/strategy-resumes-bitcoin-purchases-1550-btc-buy</link>
        <pubDate>Tue, 09 Jun 2026 04:27:00 GMT</pubDate>
        <dc:creator>Putawan Pulom</dc:creator>
        <description><![CDATA[บริษัท Strategy กลับมาเดินหน้าสะสม Bitcoin อีกครั้ง ด้วยการเข้าซื้อ 1,550 BTC มูลค่ากว่า 101 ล้านดอลลาร์ หลังจากการขาย Bitcoin จำนวน 32 BTC เมื่อสัปดาห์ก่อนสร้างความกังวลในหมู่นักลงทุนเกี่ยวกับความสามารถในการรักษากลยุทธ์ถือครองสินทรัพย์ระยะยาวของบริษัท]]></description>
        <category>ข่าวคริปโตเคอเรนซี่</category>
        <content:encoded><![CDATA[<p class="paragraph"> บริษัท Strategy ได้เข้าซื้อ Bitcoin เพิ่มอีก 1,550 BTC คิดเป็นมูลค่าประมาณ 101.3 ล้านดอลลาร์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทถือครอง Bitcoin รวมทั้งสิ้น 845,256 BTC ตามเอกสารยื่นต่อหน่วยงานกำกับดูแลสหรัฐเมื่อวันจันทร์ </p><p class="paragraph"> ข้อมูลระบุว่า Strategy ซื้อ Bitcoin ครั้งล่าสุดในราคาเฉลี่ย 65,332 ดอลลาร์ต่อเหรียญ ขณะที่ต้นทุนเฉลี่ยของ Bitcoin ทั้งหมดที่บริษัทถือครองอยู่ที่ 75,680 ดอลลาร์ต่อเหรียญ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนสะสมราว 6.39 หมื่นล้านดอลลาร์ </p><p class="paragraph"> การเข้าซื้อครั้งนี้ได้รับเงินทุนจากโครงการขายหุ้น Class A ผ่านระบบ At-the-Market (ATM) โดยบริษัทสามารถระดมทุนสุทธิได้ประมาณ 181 ล้านดอลลาร์ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน </p><p class="paragraph"> ด้วยราคาตลาดของ Bitcoin ที่อยู่บริเวณ 63,600 ดอลลาร์ในขณะนี้ มูลค่าการถือครอง Bitcoin ของ Strategy จะอยู่ที่ประมาณ 5.38 หมื่นล้านดอลลาร์ </p><p class="paragraph"> ข่าวดังกล่าวส่งผลเชิงบวกต่อนักลงทุน โดยราคาหุ้นของ Strategy ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.55% ในการซื้อขายก่อนเปิดตลาด แตะระดับ 126.90 ดอลลาร์ </p><h2>ผู้ถือหุ้นอนุมัติเปลี่ยนรอบจ่ายเงินปันผล STRC</h2><p class="paragraph"> นอกจากการประกาศซื้อ Bitcoin เพิ่มแล้ว Strategy ยังเปิดเผยว่าผู้ถือหุ้นได้อนุมัติการเปลี่ยนแปลงรอบการจ่ายเงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิ STRC จากเดิมรายเดือนเป็นเดือนละ 2 ครั้ง </p><p class="paragraph"> การจ่ายเงินปันผลรูปแบบใหม่จะเริ่มในวันที่ 15 กรกฎาคม โดยครอบคลุมผู้ถือหุ้นที่มีรายชื่อ ณ วันที่ 30 มิถุนายน ซึ่งบริษัทเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและลดความผันผวนของหลักทรัพย์ </p><h2>กลับมาสะสม Bitcoin หลังการขายสร้างความกังวล</h2><p class="paragraph"> การซื้อ Bitcoin รอบล่าสุดเกิดขึ้นหลังจาก Michael Saylor ประธานกรรมการบริหารของ Strategy โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ซึ่งนักลงทุนมักมองว่าเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าบริษัทกำลังจะประกาศซื้อ Bitcoin เพิ่ม </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/e81a6f70-e2bd-404e-9069-953d56e8519f" alt="Strategy เข้าซื้อ Bitcoin เพิ่มอีก 1,550 เหรียญ ( ที่มา : Strategy )"><figcaption class="fig-cap">Strategy เข้าซื้อ Bitcoin เพิ่มอีก 1,550 เหรียญ ( ที่มา : Strategy )</figcaption></figure><p class="paragraph"> ก่อนหน้านี้ Strategy สร้างความฮือฮาให้กับตลาด หลังจากขาย Bitcoin จำนวน 32 BTC เมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งถือเป็นการขายครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2022 ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนักลงทุนที่กังวลว่าบริษัทอาจเข้าสู่ภาวะ “doom loop” หากจำเป็นต้องขาย Bitcoin เพิ่มเติมเพื่อรองรับภาระทางการเงินในอนาคต </p><p class="paragraph"> หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ราคา Bitcoin ร่วงลงมากกว่า 21% และลงไปทดสอบระดับ 61,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกในรอบสี่เดือน </p><p class="paragraph"> อย่างไรก็ตาม Ki Young Ju CEO ของ CryptoQuant ออกมาปกป้อง Saylor โดยระบุว่า หากไม่มีการสะสม Bitcoin อย่างต่อเนื่องของ Strategy ราคา Bitcoin อาจร่วงลงไปถึงระดับ 22,000 ดอลลาร์แล้ว </p><h2>นักวิเคราะห์ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อ Strategy</h2><p class="paragraph"> ด้านนักวิเคราะห์จาก Bernstein ระบุในรายงานล่าสุดว่า Strategy ยังคงสามารถเพิ่มปริมาณการถือครอง Bitcoin ได้อย่างต่อเนื่อง แม้ต้องเผชิญกับการปรับฐานของราคา Bitcoin มากถึง 50% </p><p class="paragraph"> นักวิเคราะห์ยังชี้ว่าบริษัทมีงบดุลที่แข็งแกร่ง มีหลักประกันรองรับเพียงพอ และมีสภาพคล่องในระดับสูง พร้อมยืนยันคำแนะนำ “Outperform” สำหรับหุ้น Strategy และให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 450 ดอลลาร์ต่อหุ้น </p><p class="paragraph"> การกลับมาซื้อ Bitcoin ในครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นสัญญาณว่าบริษัทยังคงยึดมั่นในกลยุทธ์การสะสม Bitcoin ระยะยาว แม้ตลาดจะยังเผชิญความผันผวนและแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่ผ่านมา </p><p class="paragraph"> อ้างอิง : <a href="https://cointelegraph.com/news/strategy-resumes-bitcoin-purchases-1550-btc-buy">Cointelegraph</a> </p>]]></content:encoded>
        <media:content medium="image" url="https://api.cryptosiam.com/assets/7b3453da-3131-48d2-a60f-7f7f5fa7679a/hams-rectangle-template-2026-06-09t112538.png"></media:content>
        </item><item>
        <title><![CDATA[Spot Bitcoin ETF มีเงินไหลออก 1.7 พันล้านดอลลาร์ในสัปดาห์เดียว ทำสถิติเงินไหลออกต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 4]]></title>
        <guid>https://cryptosiam.com/news/bitcoin-etfs-outflows-ether-altcoin-funds</guid>
        <link>https://cryptosiam.com/news/bitcoin-etfs-outflows-ether-altcoin-funds</link>
        <pubDate>Tue, 09 Jun 2026 03:43:00 GMT</pubDate>
        <dc:creator>Putawan Pulom</dc:creator>
        <description><![CDATA[กองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ เผชิญแรงขายต่อเนื่อง โดยมีเงินไหลออกสุทธิกว่า 1.72 พันล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ล่าสุด ขณะที่กองทุนของ BlackRock มีการถอนทุนออกมากที่สุด]]></description>
        <category>ข่าวคริปโตเคอเรนซี่</category>
        <content:encoded><![CDATA[<p class="paragraph"> กองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ บันทึกเงินไหลออกสุทธิรวมประมาณ 1.72 พันล้านดอลลาร์ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 5 มิถุนายน ตามข้อมูลจาก SoSoValue ส่งผลให้การไหลออกของเงินทุนยืดเยื้อต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 4 ติดต่อกัน </p><p class="paragraph"> กระแสเงินทุนที่ไหลออกเริ่มต้นตั้งแต่สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 15 พฤษภาคม และนับตั้งแต่นั้น Bitcoin ETF ต้องเผชิญกับการไหลออกระดับพันล้านดอลลาร์ทุกสัปดาห์ สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงท่าทีของนักลงทุนสถาบันอย่างมีนัยสำคัญ </p><h2>BlackRock รับแรงขายหนักที่สุด</h2><p class="paragraph"> ข้อมูลจาก Farside Investors ระบุว่าแรงขายส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงสามวันแรกของเดือนมิถุนายน โดยมีเงินไหลออก 483.8 ล้านดอลลาร์, 519.1 ล้านดอลลาร์ และ 396.6 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/f058b678-3415-47b5-b394-ce520c5487f7" alt="เงินไหลเข้า-ออกสุทธิรายวันของกองทุน Spot Bitcoin ETF ( ที่มา : ข้อมูลจาก SoSoValue )"><figcaption class="fig-cap">เงินไหลเข้า-ออกสุทธิรายวันของกองทุน Spot Bitcoin ETF ( ที่มา : ข้อมูลจาก SoSoValue )</figcaption></figure><p class="paragraph"> แม้ว่าวันพฤหัสบดีจะมีเงินไหลเข้าเล็กน้อยประมาณ 3.2 ล้านดอลลาร์ แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแนวโน้มให้กลับมาได้ ก่อนที่วันศุกร์จะกลับมามีเงินไหลออกอีก 325.7 ล้านดอลลาร์ </p><p class="paragraph"> กองทุน iShares Bitcoin Trust ETF (IBIT) ของ BlackRock เป็นกองทุนที่มีเงินไหลออกมากที่สุด โดยสูญเสียเงินทุนสุทธิราว 1.34 พันล้านดอลลาร์ในสัปดาห์เดียว </p><p class="paragraph"> ขณะที่กองทุน Fidelity Wise Origin Bitcoin Fund (FBTC) ของ Fidelity Investments มีเงินไหลออก 201.9 ล้านดอลลาร์ และ Grayscale Bitcoin Trust ETF (GBTC) ของ Grayscale Investments มีเงินไหลออกอีก 144.3 ล้านดอลลาร์ </p><h2>นักวิเคราะห์ชี้เป็นผลจากปัจจัยมหภาค ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะ Bitcoin</h2><p class="paragraph"> Matthew Pinnock ประธานฝ่ายปฏิบัติการของ Altura DeFi มองว่าการไหลออกของเงินทุนครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนปัญหาพื้นฐานของ Bitcoin โดยตรง แต่เป็นผลจากการปรับลดความเสี่ยงของนักลงทุนภายใต้สภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาคที่เปลี่ยนไป </p><p class="paragraph"> เขาระบุว่า IBIT เป็นเป้าหมายหลักของการไถ่ถอนเงินทุนเพราะเป็นกองทุนที่มีขนาดใหญ่ สภาพคล่องสูง และเป็นช่องทางหลักที่สถาบันใช้ลงทุนใน Bitcoin </p><p class="paragraph"> Pinnock อธิบายว่าแรงขายเกิดขึ้นพร้อมกับปัจจัยหลายด้าน ได้แก่&nbsp;ตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งกว่าคาด อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้น ความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ลดลง และความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย </p><p class="paragraph"> “การปรับตัวลงของ Bitcoin ในช่วงนี้มีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงมุมมองต่ออัตราดอกเบี้ยและความต้องการรับความเสี่ยงของนักลงทุนสถาบัน มากกว่าปัจจัยเฉพาะของตลาดคริปโต” เขากล่าว </p><h2>Ethereum ETF ยังถูกเทขายต่อเนื่อง</h2><p class="paragraph"> นอกจาก Bitcoin แล้ว กองทุน Spot Ethereum ETF ก็ยังเผชิญแรงขายอย่างต่อเนื่องเช่นกัน </p><p class="paragraph"> ในสัปดาห์ล่าสุด กองทุน Spot Ether ETF มีเงินไหลออกสุทธิรวม 173.05 ล้านดอลลาร์ และนับเป็นสัปดาห์ที่ 4 ติดต่อกันที่นักลงทุนถอนเงินออกจากกองทุน </p><p class="paragraph"> ตลอด 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเงินทุนไหลออกจาก Ethereum ETF รวมแล้วประมาณ 885.6 ล้านดอลลาร์ </p><h2>Altcoin ETF บางตัวเริ่มสวนกระแส</h2><p class="paragraph"> แม้ Bitcoin และ Ethereum จะเผชิญแรงขายอย่างหนัก แต่ ETF ของสินทรัพย์ดิจิทัลบางประเภทกลับยังดึงดูดเม็ดเงินใหม่ได้ เช่น&nbsp; Hyperliquid ETF มีเงินไหลเข้าสุทธิ 16.65 ล้านดอลลาร์ XRP ETF มีเงินไหลเข้า 2.62 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ Solana ETF มีเงินไหลออก 6.52 ล้านดอลลาร์ </p><p class="paragraph"> ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนสถาบันกำลังปรับพอร์ตการลงทุนครั้งใหญ่ โดยลดความเสี่ยงในสินทรัพย์คริปโตขนาดใหญ่ ขณะที่บางส่วนเริ่มมองหาโอกาสในสินทรัพย์ดิจิทัลทางเลือกที่มีศักยภาพการเติบโตสูงกว่าในอนาคต </p><p class="paragraph"> อ้างอิง : <a href="https://cointelegraph.com/news/bitcoin-etfs-outflows-ether-altcoin-funds">Cointelegraph</a> </p>]]></content:encoded>
        <media:content medium="image" url="https://api.cryptosiam.com/assets/2fec4020-80d2-4a00-9239-4c5ebbbc347b/hams-rectangle-template-2026-06-09t103650.png"></media:content>
        </item>
    </channel>
    
    </rss>