<?xml version="1.0" encoding="UTF-8" ?>
    <rss version="2.0"
    xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
    xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
    xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
    xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/">
    <channel>
      <title>CryptoSiam ข่าวคริปโตเคอเรนซี Bitcoin และ Blockchain เพื่อคนไทย</title>
      <link>https://cryptosiam.com</link>
      <description>ข่าวอัปเดตล่าสุด Blockchain และ Cryptocurrency, Bitcoin, Ethereum และราคา ศูนย์รวมข่าวคริปโตและบิทคอยน์ของประเทศไทย</description>
      <atom:link href="https://cryptosiam.com/rss/light.xml" rel="self" type="application/rss+xml" />
      <item>
        <title><![CDATA[ดูไบอนุมัติใบอนุญาตคริปโตรายที่ 50 ตอกย้ำเป้าหมายสู่ศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัลระดับโลก]]></title>
        <guid>https://cryptosiam.com/news/dubai-crypto-market-50-licensed-firms-vara</guid>
        <link>https://cryptosiam.com/news/dubai-crypto-market-50-licensed-firms-vara</link>
        <pubDate>Mon, 29 Jun 2026 06:32:00 GMT</pubDate>
        <dc:creator>Putawan Pulom</dc:creator>
        <description><![CDATA[หน่วยงานกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลของดูไบ อนุมัติใบอนุญาตผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลรายที่ 50 แล้ว แม้ว่าปัจจุบันจะมีผู้ประกอบการที่เปิดให้บริการเต็มรูปแบบเพียง 39 ราย แต่สะท้อนให้เห็นว่าตลาดคริปโตภายใต้กรอบกำกับดูแลของดูไบยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง]]></description>
        <category>ข่าวคริปโตเคอเรนซี่</category>
        <content:encoded><![CDATA[<p class="paragraph"> Virtual Assets Regulatory Authority (VARA) หน่วยงานกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลของนครดูไบ ประกาศอนุมัติใบอนุญาตผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัล รายที่ 50 อย่างเป็นทางการ </p><p class="paragraph"> บริษัทล่าสุดที่ได้รับใบอนุญาตคือ Tribe Tokenisation FZE ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ให้บริการด้านการแปลงสินทรัพย์จริงให้อยู่ในรูปแบบโทเคน (Tokenized Assets) </p><p class="paragraph"> การอนุมัติครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของระบบกำกับดูแลคริปโตในดูไบ ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมาได้ผลักดันนโยบายเพื่อดึงดูดบริษัทสินทรัพย์ดิจิทัลจากทั่วโลกเข้ามาดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบกฎหมายที่ชัดเจน </p><p class="paragraph"> อย่างไรก็ตาม VARA ระบุว่า จำนวนใบอนุญาตที่ออกให้ ไม่ได้หมายความว่าทุกบริษัทได้เริ่มดำเนินธุรกิจเชิงพาณิชย์แล้ว </p><p class="paragraph"> โฆษกของ VARA ให้ข้อมูลกับ Cointelegraph ว่า หลังได้รับใบอนุญาต บริษัทแต่ละแห่งจะต้องผ่านช่วง Operationalization หรือกระบวนการเตรียมความพร้อมภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงาน ก่อนจะสามารถเปิดให้บริการหรือรับลูกค้าได้อย่างเต็มรูปแบบ </p><p class="paragraph"> ข้อมูลล่าสุด ณ สิ้นปี 2025 พบว่า จากบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตทั้งหมด มีเพียง 39 บริษัท ที่เปิดดำเนินธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่ VARA อยู่ระหว่างการตรวจสอบตัวเลขล่าสุดสำหรับปี 2026 </p><h2>ดูไบเดินหน้าสร้างศูนย์กลางคริปโตระดับโลก</h2><p class="paragraph"> ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดูไบได้วางยุทธศาสตร์อย่างชัดเจนในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลของโลก </p><p class="paragraph"> รัฐบาลดูไบได้จัดตั้ง VARA ขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม 2022 เพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแลคริปโตโดยเฉพาะ พร้อมออกระบบใบอนุญาตที่แยกจากกฎหมายการเงินแบบดั้งเดิม เพื่อรองรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรง </p><p class="paragraph"> ด้วยจำนวนผู้ได้รับใบอนุญาตรวม 50 ราย ทำให้ดูไบมีจำนวนบริษัทคริปโตที่ได้รับอนุญาตมากกว่าศูนย์กลางการเงินสำคัญอย่าง สิงคโปร์ และ ฮ่องกง </p><p class="paragraph"> อย่างไรก็ตาม VARA ระบุว่าการเปรียบเทียบตัวเลขดังกล่าวควรทำด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากแต่ละประเทศใช้เกณฑ์การอนุญาตที่แตกต่างกัน และครอบคลุมธุรกิจคนละประเภท </p><p class="paragraph"> ปัจจุบัน Monetary Authority of Singapore (MAS) อนุญาตผู้ให้บริการ Digital Payment Token (DPT) จำนวน 37 ราย ภายใต้กฎหมายระบบการชำระเงินของประเทศ ไม่ได้ใช้หน่วยงานกำกับดูแลเฉพาะเหมือนดูไบ </p><p class="paragraph"> ส่วน Hong Kong Securities and Futures Commission (SFC) มีแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตอย่างเป็นทางการ 13 ราย ซึ่งเป็นระบบที่เน้นการกำกับดูแลเฉพาะผู้ให้บริการกระดานซื้อขายคริปโตเท่านั้น </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/90da9294-f400-4b70-bb62-4acf25840f84" alt="รายชื่อแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์เสมือนที่ได้รับใบอนุญาตในฮ่องกง | ที่มา: SFC"><figcaption class="fig-cap">รายชื่อแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์เสมือนที่ได้รับใบอนุญาตในฮ่องกง | ที่มา: SFC</figcaption></figure><h2>VARA ชี้ความสำเร็จไม่ได้วัดจากจำนวนใบอนุญาตเพียงอย่างเดียว</h2><p class="paragraph"> โฆษกของ VARA ระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้ตลาดคริปโตของดูไบเติบโตอย่างต่อเนื่อง มาจากกรอบกำกับดูแลที่ออกแบบตามลักษณะกิจกรรมของแต่ละธุรกิจ (Activity-based Regulation) ควบคู่กับระบบนิเวศทางการเงินของดูไบที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล </p><p class="paragraph"> นอกจากนี้ VARA ยังประเมินความแข็งแกร่งของตลาดจากตัวชี้วัดอื่นร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็น ปริมาณการทำธุรกรรม (Transaction Volume), มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (Assets Under Management: AUM), จำนวนการจ้างงาน รวมถึง ข้อมูลทางการเงินที่ผ่านการตรวจสอบบัญชี แทนที่จะพิจารณาจากจำนวนใบอนุญาตเพียงอย่างเดียว </p><p class="paragraph"> แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่าดูไบไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเพิ่มจำนวนบริษัทคริปโตในประเทศ แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีคุณภาพ โปร่งใส และสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว </p><p class="paragraph"> อ้างอิง : <a href="https://cointelegraph.com/news/dubai-crypto-market-50-licensed-firms-vara">Cointelegraph</a> </p>]]></content:encoded>
        <media:content medium="image" url="https://api.cryptosiam.com/assets/68879200-1ae0-4856-88bb-885d09753087/hams-rectangle-template-2026-06-29t133131.png"></media:content>
        </item><item>
        <title><![CDATA[Bitcoin เสี่ยงเผชิญแรงขายระลอกใหม่ หลัง 50,000 BTC ถูกโอนเข้าเว็บเทรดขณะที่ยังขาดทุน]]></title>
        <guid>https://cryptosiam.com/news/bitcoin-faces-fresh-capitulation-risk-as-50k-btc-moves-at-a-loss</guid>
        <link>https://cryptosiam.com/news/bitcoin-faces-fresh-capitulation-risk-as-50k-btc-moves-at-a-loss</link>
        <pubDate>Mon, 29 Jun 2026 05:25:00 GMT</pubDate>
        <dc:creator>Putawan Pulom</dc:creator>
        <description><![CDATA[ข้อมูลออนเชนเผย Bitcoin เกือบ 50,000 BTC ถูกโอนเข้าสู่กระดานเทรดขณะที่ยังขาดทุน หลังแรงกดดันจากนักลงทุนระยะสั้นพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 ปี ท่ามกลางแรงซื้อจากนักลงทุนสถาบันที่ยังคงอ่อนแรง]]></description>
        <category>ข่าวคริปโตเคอเรนซี่</category>
        <content:encoded><![CDATA[<p class="paragraph"> Bitcoin เริ่มส่งสัญญาณการเข้าสู่ภาวะ Capitulation หรือการยอมแพ้ของนักลงทุนระยะสั้นอีกครั้ง หลังข้อมูลออนเชนพบว่ามี Bitcoin ประมาณ 50,000 BTC ถูกโอนเข้าสู่กระดานซื้อขายพร้อมกับการขาดทุนภายใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ขณะที่ตัวชี้วัดหลายรายการสะท้อนว่าแรงกดดันในตลาดกำลังเพิ่มสูงขึ้น </p><p class="paragraph"> ข้อมูลจาก CryptoQuant ระบุว่า มูลค่าตลาดของกลุ่ม Short-Term Holders (STH) หรือผู้ถือ Bitcoin ที่ถือครองเหรียญไม่เกิน 155 วัน ลดลงเหลือ 237,700 ล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 26 มิถุนายน ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2024 </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/65320f05-39dd-4b6a-b0ff-a6a3af645b5e" alt="ต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุนระยะสั้น ( ที่มา :&nbsp;CryptoQuant )"><figcaption class="fig-cap">ต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุนระยะสั้น ( ที่มา :&nbsp;CryptoQuant )</figcaption></figure><p class="paragraph"> ตัวชี้วัดดังกล่าวสะท้อนมูลค่าตลาดของ Bitcoin ที่ถือโดยนักลงทุนระยะสั้น โดยล่าสุดมูลค่าตลาดของกลุ่มนี้ลดลงต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ย (Realized Value) แล้ว แสดงให้เห็นว่านักลงทุนรายใหม่จำนวนมากกำลังเผชิญภาวะขาดทุนทางบัญชี (Unrealized Loss) </p><p class="paragraph"> แม้เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันจะเคยเกิดขึ้นในช่วงการปรับฐานเดือนตุลาคม 2024 ก่อนที่ Bitcoin จะสร้างจุดต่ำสุดสำคัญของรอบ แต่ CryptoQuant ระบุว่าตัวเลขล่าสุดควรถูกตีความว่าเป็น สัญญาณสะท้อนความตึงเครียดของตลาด มากกว่าจะเป็นการยืนยันว่าราคากำลังสร้างฐานแล้ว </p><h2>แรงขายจากนักลงทุนระยะสั้นเพิ่มขึ้นชัดเจน</h2><p class="paragraph"> นอกจากตัวชี้วัดด้านมูลค่าตลาดแล้ว พฤติกรรมการเคลื่อนย้ายเหรียญยังสะท้อนแรงขายที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน </p><p class="paragraph"> โดยมี Bitcoin จากกลุ่มนักลงทุนระยะสั้นราว 50,000 BTC ถูกโอนเข้าสู่กระดานซื้อขายในขณะที่ยังคงขาดทุน ซึ่งนับเป็นปริมาณสูงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/705185a4-55c9-4aa2-b1d3-113be4e599c8" alt="กำไร/ขาดทุนของผู้ถือ BTC ระยะสั้นที่โอนเข้ากระดานเทรด ( ที่มา : CryptoQuant )"><figcaption class="fig-cap">กำไร/ขาดทุนของผู้ถือ BTC ระยะสั้นที่โอนเข้ากระดานเทรด ( ที่มา : CryptoQuant )</figcaption></figure><p class="paragraph"> เฉพาะบน Binance มีการรับฝาก Bitcoin ในลักษณะดังกล่าวประมาณ 9,500 BTC ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน สะท้อนว่านักลงทุนรายใหม่จำนวนมากเริ่มยอมขายเมื่อราคาปรับตัวลง </p><p class="paragraph"> อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีสัญญาณเชิงบวกจากฝั่งนักลงทุนระยะยาว โดยข้อมูลระบุว่า Bitcoin ที่ไหลเข้าสู่ Accumulation Addresses หรือกระเป๋าที่มีพฤติกรรมถือครองระยะยาว พุ่งแตะ 181,000 BTC เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเกือบสองเท่าของสถิติเดิมที่ 94,700 BTC ในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 </p><p class="paragraph"> เนื่องจากกระเป๋าเหล่านี้แทบไม่มีประวัติการขายเหรียญ การไหลเข้าที่เพิ่มขึ้นจึงสะท้อนว่า นักลงทุนระยะยาวกำลังดูดซับอุปทานจากตลาด ขณะที่นักลงทุนระยะสั้นกำลังทยอยยอมแพ้และขายออก </p><h2>ปัจจัยมหภาคยังไม่เอื้อต่อ Bitcoin</h2><p class="paragraph"> Darkfost นักวิเคราะห์จาก CryptoQuant ระบุว่า ความต้องการซื้อจากนักลงทุนสถาบันยังคงอ่อนแรง โดย Coinbase Premium Index ติดลบต่อเนื่องเป็นเวลา 40 วัน นับตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม </p><p class="paragraph"> ดัชนีดังกล่าวใช้เปรียบเทียบราคา Bitcoin ระหว่าง Coinbase Advanced และ Binance หากราคา Bitcoin บน Coinbase ต่ำกว่า Binance อย่างต่อเนื่อง มักสะท้อนว่าแรงขายจากนักลงทุนสถาบันมีมากกว่านักลงทุนรายย่อย </p><p class="paragraph"> ด้านข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงสร้างแรงกดดันต่อตลาดสินทรัพย์เสี่ยง หลังตัวเลข PCE Inflation ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาด โดยอยู่ที่ 4.1% สูงกว่าคาดการณ์ที่ 4.0% ขณะที่ Core PCE อยู่ที่ 3.4% สูงกว่าที่คาดไว้ 3.3% ส่วน GDP ก็เติบโตที่ 2.1% สูงกว่าประมาณการเช่นกัน </p><p class="paragraph"> ข้อมูลดังกล่าวทำให้ตลาดลดความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะผ่อนคลายนโยบายการเงินในระยะสั้น </p><p class="paragraph"> Darkfost กล่าวว่า </p><p class="paragraph"> "ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคที่ยังไม่เอื้อต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin" </p><h2>Bitwise จับตา Strategy หลังต้นทุนเริ่มตึงตัว</h2><p class="paragraph"> บริษัทจัดการสินทรัพย์ Bitwise ระบุว่า การประชุมล่าสุดของ Fed ส่งสัญญาณใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดมากขึ้น หลังคณะกรรมการปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายปี 2026 จาก 3.4% เป็น 3.8% พร้อมลดแนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายการเงิน </p><p class="paragraph"> บริษัทมองว่าสภาพคล่องที่ตึงตัวเกิดขึ้นพร้อมกับการไหลออกอย่างต่อเนื่องของผลิตภัณฑ์ลงทุนคริปโต โดยเฉพาะ Spot Bitcoin ETF </p><p class="paragraph"> นอกจากนี้ Bitwise ยังจับตา Strategy ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนที่ถือครอง Bitcoin มากที่สุดในโลก โดยระบุว่าในปี 2026 บริษัทสะสม Bitcoin เพิ่มแล้ว 174,300 BTC ซึ่งประมาณ 96,000 BTC หรือ 55% ของการซื้อทั้งหมดมาจากการระดมทุนผ่านหุ้นบุริมสิทธิ์ STRC ส่วนอีก 77,500 BTC มาจากการขายหุ้นสามัญ MSTR </p><p class="paragraph"> อย่างไรก็ตาม CryptoQuant ระบุว่า STRC ซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าที่ตราไว้ (Par Value) ที่ 100 ดอลลาร์เป็นประวัติการณ์ โดยเคยร่วงลงแตะ 82.50 ดอลลาร์ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนอ่อนตัวลงสู่บริเวณ 73 ดอลลาร์ ในการซื้อขายก่อนเปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/a703e282-ee55-422c-b144-ba562925466e" alt="ข้อมูลเงินสดสำรองของ&nbsp;Strategy ( ที่มา : CryptoQuant )"><figcaption class="fig-cap">ข้อมูลเงินสดสำรองของ&nbsp;Strategy ( ที่มา : CryptoQuant )</figcaption></figure><p class="paragraph"> ขณะเดียวกัน เงินสดสำรองของ Strategy ลดลง 38% ตั้งแต่ต้นปี 2026 หลังบริษัทซื้อคืนหุ้นกู้แปลงสภาพมูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ </p><p class="paragraph"> ภาระการจ่ายเงินปันผลประจำปีของ STRC ยังเพิ่มขึ้นจาก 300 ล้านดอลลาร์ เป็น 1,200 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ระยะเวลาที่เงินสดสามารถรองรับการจ่ายเงินปันผลลดลงเหลือเพียง 14 เดือน จากเดิมที่เคยรองรับได้นานถึง 7 ปี </p><p class="paragraph"> นักวิเคราะห์มองว่า ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าความสามารถในการระดมทุนของหนึ่งในผู้ซื้อ Bitcoin รายใหญ่ที่สุดของตลาดกำลังเผชิญแรงกดดันมากขึ้น ซึ่งอาจซ้ำเติมบรรยากาศเชิงลบของตลาดในช่วงที่แรงขายจากนักลงทุนระยะสั้นยังคงเร่งตัวอย่างต่อเนื่อง </p><p class="paragraph"> อ้างอิง : <a href="https://cointelegraph.com/markets/bitcoin-faces-fresh-capitulation-risk-as-50k-btc-moves-at-a-loss">Cointelegraph</a> </p>]]></content:encoded>
        <media:content medium="image" url="https://api.cryptosiam.com/assets/94690091-6320-4418-bc6f-a98e02bbb71b/hams-rectangle-template-2026-06-29t122417.png"></media:content>
        </item><item>
        <title><![CDATA[นักวิเคราะห์ชี้สัญญาณ UTXO บ่งบอกนักลงทุน Bitcoin เริ่มยอมแพ้ต่อตลาด พร้อมส่งสัญญาณเข้าใกล้จุดต่ำสุดของรอบขาลง]]></title>
        <guid>https://cryptosiam.com/news/bitcoin-unspent-transaction-outputs-signal-capitulation-underway-analyst</guid>
        <link>https://cryptosiam.com/news/bitcoin-unspent-transaction-outputs-signal-capitulation-underway-analyst</link>
        <pubDate>Sun, 28 Jun 2026 09:44:00 GMT</pubDate>
        <dc:creator>Putawan Pulom</dc:creator>
        <description><![CDATA[ข้อมูลบนเครือข่าย Bitcoin ชี้ว่านักลงทุนกำลังเข้าสู่ช่วงการยอมแพ้ต่อภาวะตลาดขาลง ซึ่งในอดีตมักเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสสะสมสำหรับนักลงทุนระยะยาว ตามมุมมองของนักวิเคราะห์ CryptoQuant]]></description>
        <category>ข่าวคริปโตเคอเรนซี่</category>
        <content:encoded><![CDATA[<p class="paragraph"> ข้อมูลบนเครือข่าย (On-chain) ของ Bitcoin ล่าสุดส่งสัญญาณว่าตลาดอาจกำลังเข้าสู่ช่วง Capitulation หรือภาวะที่นักลงทุนจำนวนมากยอมขายขาดทุน หลังตัวชี้วัด Unspent Transaction Outputs (UTXO) ปรับตัวลงสู่ระดับต่ำสุดของรอบตลาดขาลงครั้งนี้ ซึ่งเป็นรูปแบบที่เคยเกิดขึ้นบริเวณจุดต่ำสุดของตลาดในอดีต </p><p class="paragraph"> Darkfost นักวิเคราะห์จาก CryptoQuant เปิดเผยว่า อัตราส่วนระหว่างจำนวน UTXO ที่ถูกขายออกโดยมีกำไร เทียบกับ UTXO ที่ถูกขายด้วยการขาดทุน ได้ลดลงสู่ระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ตลาดเริ่มปรับฐาน </p><p class="paragraph"> เขาระบุว่านี่เป็นครั้งแรกที่สัญญาณดังกล่าวปรากฏขึ้นในรอบการปรับฐานครั้งนี้ สะท้อนว่าปริมาณ Bitcoin ที่ถูกขายด้วยการขาดทุนกำลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการยอมแพ้ของนักลงทุน </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/bfa39972-1d09-420b-95b9-e725b26111d8" alt="อัตราส่วนกำไร-ขาดทุนของ Bitcoin UTXO ณ จุดต่ำสุดของตลาดขาลง ( ที่มา : CryptoQuant )"><figcaption class="fig-cap">อัตราส่วนกำไร-ขาดทุนของ Bitcoin UTXO ณ จุดต่ำสุดของตลาดขาลง ( ที่มา : CryptoQuant )</figcaption></figure><h2>นักวิเคราะห์มองเป็นสัญญาณสะสม Bitcoin ระยะยาว</h2><p class="paragraph"> Darkfost มองว่าตัวชี้วัดดังกล่าวบ่งชี้ว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงสร้างฐาน ซึ่งในอดีตมักเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการทยอยสะสม Bitcoin </p><p class="paragraph"> ครั้งล่าสุดที่ตัวชี้วัดนี้ลดลงมาถึงระดับเดียวกัน คือช่วงกลางปี 2023 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคา Bitcoin ร่วงลงมาใกล้ 26,000 ดอลลาร์ ก่อนที่จะเริ่มฟื้นตัวในเวลาต่อมา </p><p class="paragraph"> เขากล่าวว่า </p><p class="paragraph"> "ช่วงเวลาแบบนี้มักเป็นโอกาสที่สร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนระยะยาวเสมอ เพราะเป็นช่วงที่คนส่วนใหญ่ยอมแพ้และหมดความสนใจในตลาด" </p><p class="paragraph"> อย่างไรก็ตาม Darkfost เตือนว่าการสร้างจุดต่ำสุดของตลาดเป็นกระบวนการที่ใช้เวลา ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน จึงควรมองภาพในกรอบเวลาระยะยาวมากกว่าความเคลื่อนไหวรายวัน </p><h2>นักวิเคราะห์อีกรายชี้ สัญญาณนี้เคยจับจุดต่ำสุดของทุกวัฏจักร</h2><p class="paragraph"> ด้านนักวิเคราะห์ DurdenBTC แสดงความคิดเห็นในทิศทางเดียวกัน โดยระบุว่าสัญญาณจุดต่ำสุดของตลาดที่เขาเฝ้าติดตามได้เกิดขึ้นแล้ว </p><p class="paragraph"> เขาอธิบายว่าตัวชี้วัด UTXO นี้สามารถระบุจุดต่ำสุดของตลาดได้ทุกครั้งนับตั้งแต่ปี 2016 แม้ว่าหลังเกิดสัญญาณ นักลงทุนอาจยังต้องเผชิญกับความรู้สึกเชิงลบและความผันผวนต่อไปอีกหลายสัปดาห์ก็ตาม </p><p class="paragraph"> DurdenBTC ระบุว่า หากการเข้าซื้อในช่วงนี้เป็นเรื่องที่รู้สึกสบายใจ ก็อาจไม่ใช่สัญญาณของจุดต่ำสุดที่แท้จริง </p><h2>นักลงทุนระยะสั้นยังคงเป็นแรงขายหลัก</h2><p class="paragraph"> Darkfost ยังวิเคราะห์เพิ่มเติมผ่านอีกโพสต์หนึ่งว่า นักลงทุนระยะยาว เริ่มเข้าสู่ช่วง Capitulation เช่นกัน โดยสังเกตจากตัวชี้วัด Spent Output Profit Ratio (SOPR) ของกลุ่มนี้ที่เริ่มติดลบมากขึ้น </p><p class="paragraph"> อย่างไรก็ตาม เขามองว่าการปรับฐานครั้งนี้มีสาเหตุหลักมาจากแรงขายของนักลงทุนระยะสั้น ซึ่งได้โอน Bitcoin จำนวนมากเข้าสู่กระดานเทรด ทำให้แรงกดดันด้านอุปทานเพิ่มสูงขึ้น </p><h2>Swissblock ชี้ Bitcoin ยังอยู่ในช่วงสร้างฐาน แม้แรงขายเริ่มลดลง</h2><p class="paragraph"> ขณะที่บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลออนเชน Swissblock ประเมินว่า Bitcoin น่าจะผ่านช่วงการปรับตัวลงรุนแรงในระยะแรกไปแล้ว แต่ตลาดยังอยู่ในช่วงของการสร้างฐานราคา </p><p class="paragraph"> บริษัทระบุว่าราคาเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น แม้แนวโน้มโดยรวมยังอยู่ในแดนลบ และแรงขับเคลื่อนของ Bitcoin เพิ่งกลับเข้าสู่ระดับเป็นกลางเท่านั้น </p><h2>ความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่านอาจเพิ่มแรงกดดันระยะสั้น</h2><p class="paragraph"> ในอีกด้านหนึ่ง ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญ หลังสหรัฐฯ กลับมาโจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านอีกครั้งในช่วงสุดสัปดาห์ เพื่อตอบโต้เหตุโดรนอิหร่านโจมตีเรือพาณิชย์ </p><p class="paragraph"> รายงานระบุว่า เครื่องบินรบของสหรัฐฯ ได้โจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านรวม 10 จุด บริเวณและใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ความไม่แน่นอนในตลาดการเงินเพิ่มสูงขึ้น </p><p class="paragraph"> ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ราคา Bitcoin ร่วงลงแตะระดับประมาณ 59,800 ดอลลาร์ ในช่วงเช้าวันอาทิตย์ ก่อนจะฟื้นตัวกลับมายืนเหนือ 60,100 ดอลลาร์ ได้ในเวลาต่อมา ท่ามกลางนักลงทุนที่ยังคงจับตาความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด </p><p class="paragraph"> อ้างอิง : <a href="https://cointelegraph.com/news/bitcoin-unspent-transaction-outputs-signal-capitulation-underway-analyst">Cointelegraph</a> </p>]]></content:encoded>
        <media:content medium="image" url="https://api.cryptosiam.com/assets/94844fea-b328-4985-be4e-350525c718a9/hams-rectangle-template-2026-06-28t164348.png"></media:content>
        </item><item>
        <title><![CDATA[หุ้นคริปโตร่วงหนักกว่ากลุ่ม Big Tech หลัง Coinbase และ Circle ดิ่งกว่า 70% ท่ามกลางตลาดขาลง]]></title>
        <guid>https://cryptosiam.com/news/crypto-stocks-underperform-tech-market-slump</guid>
        <link>https://cryptosiam.com/news/crypto-stocks-underperform-tech-market-slump</link>
        <pubDate>Sun, 28 Jun 2026 08:54:00 GMT</pubDate>
        <dc:creator>Putawan Pulom</dc:creator>
        <description><![CDATA[แรงขายในตลาดคริปโตยังคงกดดันหุ้นที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล หลังหุ้น Coinbase และ Circle ปรับตัวลงมากกว่าหุ้นเทคโนโลยียักษ์ใหญ่หลายแห่ง ขณะที่นักวิเคราะห์เริ่มปรับการคาดการณ์ตลาดคริปโตปี 2026 แม้มองว่าการยอมรับจากสถาบันยังเติบโตต่อเนื่อง]]></description>
        <category>ข่าวคริปโตเคอเรนซี่</category>
        <content:encoded><![CDATA[<p class="paragraph"> แรงขายในตลาดหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐยังส่งผลกระทบต่อบริษัทที่เกี่ยวข้องกับคริปโตอย่างต่อเนื่อง โดยหุ้นในกลุ่มสินทรัพย์ดิจิทัลปรับตัวลงรุนแรงกว่าหุ้น Big Tech อย่างเห็นได้ชัด สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างที่ขยายตัวระหว่างตลาดคริปโตและตลาดหุ้นโดยรวม </p><p class="paragraph"> ข้อมูลจาก The Kobeissi Letter ระบุว่า หุ้น Coinbase (COIN) และ Circle (CRCL) ปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดตลอดกาลแล้วประมาณ 69% และ 72% ตามลำดับ ซึ่งมากกว่าการปรับฐานของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Oracle (ORCL), Salesforce (CRM), Netflix (NFLX) และ Palantir (PLTR) ที่ลดลงในช่วง 48-57% </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/4052b26d-884c-4eaf-b1b6-cbfa39d11249" alt="( ที่มา :&nbsp;The Kobeissi Letter )"><figcaption class="fig-cap">( ที่มา :&nbsp;The Kobeissi Letter )</figcaption></figure><p class="paragraph"> ในขณะเดียวกัน ดัชนี S&amp;P 500 ซึ่งเป็นตัวแทนของหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐ ปรับตัวลงจากจุดสูงสุดเพียง 3.5% </p><h2>ความกังวลด้าน AI และตลาดคริปโตกดดันหุ้นกลุ่มสินทรัพย์ดิจิทัล</h2><p class="paragraph"> นักวิเคราะห์มองว่าแรงขายในหุ้นเทคโนโลยีส่วนหนึ่งเกิดจากความกังวลว่าการพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจเข้ามาเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจของหลายบริษัทในอุตสาหกรรม แม้ว่าหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์จะยังสามารถทรงตัวได้ดีกว่าหุ้นกลุ่มอื่น </p><p class="paragraph"> อย่างไรก็ตาม หุ้นที่เกี่ยวข้องกับคริปโตกลับเผชิญแรงกดดันมากกว่า จากทั้งตลาดขาลงของสินทรัพย์ดิจิทัล และความล่าช้าในการผลักดันกฎหมายกำกับดูแลตลาดคริปโตของสหรัฐให้มีความชัดเจน </p><p class="paragraph"> บรรยากาศการลงทุนยิ่งซบเซาหลังราคา Bitcoin หลุดต่ำกว่าระดับ 60,000 ดอลลาร์ ในสัปดาห์นี้ ส่งผลให้ราคาปรับตัวลงมากกว่า 54% จากจุดสูงสุดเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา </p><p class="paragraph"> ด้าน Ether (ETH) ก็เผชิญแรงขายอย่างหนักเช่นกัน โดยราคาล่าสุดลดลงมาอยู่แถว 1,500 ดอลลาร์ หรือร่วงประมาณ 69% จากระดับสูงสุดของปีที่ผ่านมา </p><h2>ผลประกอบการ Coinbase ซ้ำเติมความเชื่อมั่นนักลงทุน</h2><p class="paragraph"> ภาวะตลาดขาลงไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะราคาสินทรัพย์ แต่ยังสะท้อนมายังผลประกอบการของบริษัทในอุตสาหกรรมคริปโตด้วย </p><p class="paragraph"> Coinbase รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ โดยรายได้ลดลง 21% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า พร้อมขาดทุน 1.49 ดอลลาร์ต่อหุ้น ขณะที่นักวิเคราะห์เคยคาดว่าจะมีกำไร 0.27 ดอลลาร์ต่อหุ้น </p><h2>21Shares ปรับมุมมองตลาดคริปโตปี 2026 แม้สถาบันยังเดินหน้าลงทุน</h2><p class="paragraph"> แม้การยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลจากนักลงทุนสถาบันยังคงเติบโต แต่บริษัทบริหารสินทรัพย์ 21Shares ได้ปรับลดการคาดการณ์ต่อตลาดคริปโตในปี 2026 โดยระบุว่าราคาสินทรัพย์ดิจิทัลยังคงอ่อนแอกว่าปัจจัยพื้นฐานของอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ </p><p class="paragraph"> ในรายงานแนวโน้มตลาดช่วงกลางปี บริษัทระบุว่าการเติบโตของ Stablecoin, Tokenization และ Prediction Markets ยังคงสะท้อนถึงการใช้งานจริงที่เพิ่มขึ้นจากนักลงทุนสถาบัน </p><p class="paragraph"> อย่างไรก็ตาม 21Shares มองว่า รอบตลาด 4 ปีของ Bitcoin ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางราคาคริปโต แม้ว่าสัดส่วนการถือครองจากนักลงทุนสถาบันที่เพิ่มขึ้นจะช่วยลดความรุนแรงของการปรับฐานลงได้บางส่วน </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/ae7da85e-caf1-4c96-9d2f-ea63bd0ab341" alt="การเคลื่อนไหวของราคา Bitcoin ในปีนี้ชี้ว่าวัฏจักรตลาด 4 ปียังคงอยู่ ( ที่มา : 21shares )"><figcaption class="fig-cap">การเคลื่อนไหวของราคา Bitcoin ในปีนี้ชี้ว่าวัฏจักรตลาด 4 ปียังคงอยู่ ( ที่มา : 21shares )</figcaption></figure><p class="paragraph"> "รอบตลาด 4 ของ Bitcoin กำลังปรับตัว แต่ยังไม่ได้ถูกทำลายลง" </p><p class="paragraph"> 21Shares ระบุ พร้อมปรับท่าทีจากการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่เคยมองว่ารอบตลาด 4 ปีของ Bitcoin อาจสิ้นสุดลงแล้ว โดยล่าสุดยอมรับว่าวัฏจักรดังกล่าวยังคงมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของตลาดคริปโตในปัจจุบัน </p><p class="paragraph"> อ้างอิง : <a href="https://cointelegraph.com/news/crypto-stocks-underperform-tech-market-slump">Cointelegraph</a> </p>]]></content:encoded>
        <media:content medium="image" url="https://api.cryptosiam.com/assets/cd32a25a-a9a6-4d56-8fe4-c84529c33833/hams-rectangle-template-2026-06-28t155405.png"></media:content>
        </item><item>
        <title><![CDATA[Bitcoin ปิดต่ำกว่า 60,000 ดอลลาร์ครั้งแรกนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2024 ท่ามกลางหุ้นเทคเข้าสู่ภาวะตลาดขาลง]]></title>
        <guid>https://cryptosiam.com/news/bitcoin-sees-first-close-below-60k-since-q3-2024-with-tech-stocks-in-deep-bear-market-zone</guid>
        <link>https://cryptosiam.com/news/bitcoin-sees-first-close-below-60k-since-q3-2024-with-tech-stocks-in-deep-bear-market-zone</link>
        <pubDate>Sat, 27 Jun 2026 13:17:00 GMT</pubDate>
        <dc:creator>Putawan Pulom</dc:creator>
        <description><![CDATA[Bitcoin ยังคงเผชิญแรงกดดันหลังมีราคาปิดรายวันต่ำกว่าระดับ 60,000 ดอลลาร์ ขณะที่แรงเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคงฉุดบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ตลาดจับตาแนวรับสำคัญที่อาจกลายมาเป็นแนวต้าน]]></description>
        <category>ข่าวคริปโตเคอเรนซี่</category>
        <content:encoded><![CDATA[<p class="paragraph"> Bitcoin (BTC) ยังคงปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความผันผวนของตลาดการเงินโลก โดยราคาปิดรายวันล่าสุดถือเป็นครั้งแรกที่ Bitcoin ปิดต่ำกว่าระดับ $60,000 นับตั้งแต่เดือนกันยายน 2024 </p><p class="paragraph"> แรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงยังได้รับผลกระทบจากตลาดหุ้นเอเชีย ซึ่งเผชิญแรงขายอย่างหนักอีกครั้ง โดยตลาดหุ้นเกาหลีใต้ร่วงลงกว่า 8% จนต้องใช้มาตรการ Circuit Breaker เพื่อหยุดการซื้อขายชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นสหรัฐยังสามารถประคองตัวได้ โดยดัชนี S&amp;P 500 และ Dow Jones ยังซื้อขายในแดนบวก </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/8884a215-9012-44e7-afdd-d28678a25f5c" alt="กราฟดัชนี S&amp;P 500 รายวัน ( ที่มา : Cointelegraph/TradingView )"><figcaption class="fig-cap">กราฟดัชนี S&amp;P 500 รายวัน ( ที่มา : Cointelegraph/TradingView )</figcaption></figure><p class="paragraph"> อีกหนึ่งประเด็นที่นักลงทุนจับตาคือการปรับตัวลงของหุ้นเทคโนโลยี แม้ว่าก่อนหน้านี้ Micron Technologies จะรายงานผลประกอบการที่ออกมาดีกว่าคาด แต่ภาพรวมของหุ้นเทคยังอยู่ในช่วงปรับฐานรุนแรง </p><p class="paragraph"> The Kobeissi Letter ระบุว่า นักลงทุนจำนวนมากอาจยังไม่ตระหนักว่าหุ้นเทคโนโลยีรายใหญ่หลายแห่งได้เข้าสู่ "ภาวะตลาดขาลง" อย่างเต็มตัวแล้ว โดยหลายบริษัทปรับตัวลดลงมากกว่า 50% จากจุดสูงสุดตลอดกาล ขณะที่หุ้นของ Coinbase ร่วงลงถึงประมาณ 69% จากจุดสูงสุด </p><p class="paragraph"> ด้านบริษัทวิเคราะห์การลงทุน QCP Capital มองว่า ปัจจัยสำคัญที่ยังคงกดดันตลาดสินทรัพย์เสี่ยงคือภาวะเงินเฟ้อของสหรัฐ หลังดัชนี Core Personal Consumption Expenditures (Core PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ให้ความสำคัญ ปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่กลางปี 2023 </p><p class="paragraph"> QCP ระบุว่า Core PCE ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 3.30% ขณะที่ Headline PCE อยู่ที่ 3.82% ซึ่งยังสูงกว่าเป้าหมายของ Fed อีกทั้ง Fed ยังปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2026 จาก 2.7% เป็น 3.6% สะท้อนว่าการควบคุมเงินเฟ้อยังคงเป็นประเด็นสำคัญเหนือการกระตุ้นเศรษฐกิจ </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/8942a174-350b-42a3-8f24-b9a526fceffb" alt="อัตราการเปลี่ยนแปลงรายเดือนของดัชนี PCE สหรัฐฯ ( ที่มา : Bureau of Economic Analysis )"><figcaption class="fig-cap">อัตราการเปลี่ยนแปลงรายเดือนของดัชนี PCE สหรัฐฯ ( ที่มา : Bureau of Economic Analysis )</figcaption></figure><p class="paragraph"> ในด้านการวิเคราะห์ทางเทคนิค นักวิเคราะห์ Michaël Van de Poppe มองว่าช่วงเวลานี้เป็นจุดสำคัญสำหรับ Bitcoin เนื่องจากตรงกับช่วงหมดอายุของสัญญา Options รายไตรมาส รวมถึงต้องติดตามความเคลื่อนไหวของ Strategy บริษัทที่ถือครอง Bitcoin มากที่สุดในโลก และผลิตภัณฑ์ระดมทุน Bitcoin ของบริษัทอย่าง Stretch (STRC) </p><p class="paragraph"> Van de Poppe ระบุว่า การที่ STRC ปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ Bitcoin ไม่สามารถผ่านระดับ 60,000 ดอลลาร์ได้ ถือเป็นสัญญาณที่ไม่แข็งแกร่งนัก อย่างไรก็ตาม กราฟรายวันเริ่มแสดงสัญญาณ Bullish Divergence แม้ว่าจะยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างสมบูรณ์ </p><p class="paragraph"> นักวิเคราะห์กล่าวเพิ่มเติมว่า หาก Bitcoin สามารถฟื้นตัวและกลับขึ้นไปปิดเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 สัปดาห์ ซึ่งปัจจุบันอยู่บริเวณ 62,243 ดอลลาร์ได้ ก็อาจเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ช่วยพลิกแนวโน้มระยะกลางกลับมาได้อีกครั้ง </p><p class="paragraph"> อ้างอิง : <a href="https://cointelegraph.com/markets/bitcoin-sees-first-close-below-60k-since-q3-2024-with-tech-stocks-in-deep-bear-market-zone">Cointelegraph</a> </p>]]></content:encoded>
        <media:content medium="image" url="https://api.cryptosiam.com/assets/a08bbdcf-101f-4018-b28b-af589dc04c21/hams-rectangle-template-5.png"></media:content>
        </item><item>
        <title><![CDATA[วาฬ Ethereum เริ่มเคลื่อนไหว! กระเป๋าเก่า 8 ปีโอนกว่า 37,800 ETH ขณะที่แนวรับ $1,500 ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด]]></title>
        <guid>https://cryptosiam.com/news/old-ether-wallets-move-37806-eth-as-whale-conviction-faces-key-test</guid>
        <link>https://cryptosiam.com/news/old-ether-wallets-move-37806-eth-as-whale-conviction-faces-key-test</link>
        <pubDate>Sat, 27 Jun 2026 12:45:00 GMT</pubDate>
        <dc:creator>Putawan Pulom</dc:creator>
        <description><![CDATA[กระเป๋า Ethereum ที่ไม่มีการเคลื่อนไหวมานานกว่า 8 ปีเริ่มโอนเหรียญออกสู่ตลาดรวมกว่า 37,800 ETH ขณะที่นักลงทุนรายใหญ่บางส่วนยังเดินหน้าสะสมเพิ่ม แม้ข้อมูลออนเชนชี้ว่ากลุ่มวาฬระยะยาวกำลังเผชิญการขาดทุนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2019]]></description>
        <category>ข่าวคริปโตเคอเรนซี่</category>
        <content:encoded><![CDATA[<p class="paragraph"> ตลาด Ethereum (ETH) กำลังเผชิญสัญญาณที่แตกต่างกันจากกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ หลังมีกระเป๋าเงินที่ไม่ได้เคลื่อนไหวมาตั้งแต่ปี 2017 กลับมาโอนเหรียญออกสู่ตลาดเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 8 ปี ขณะที่วาฬอีกส่วนหนึ่งยังคงเข้าซื้อ ETH เพิ่มอย่างต่อเนื่อง แม้ราคาจะเคลื่อนไหวเหนือระดับ 1,500 ดอลลาร์เพียงเล็กน้อย </p><p class="paragraph"> ข้อมูลออนเชนจาก Lookonchain ระบุว่า กระเป๋า Ethereum จำนวน 4 ใบ ซึ่งได้รับ ETH รวม 37,602 เหรียญเมื่อเกือบ 8 ปีก่อนในต้นทุนเฉลี่ยประมาณ 830 ดอลลาร์ต่อเหรียญ ได้กลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง หลังถือครองผ่านทั้งตลาดขาขึ้นปี 2021 และปี 2025 ซึ่งในช่วงนั้นมีกำไรที่ยังไม่ได้ขายสูงกว่า 150 ล้านดอลลาร์ </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/2685d7fd-4c71-4d3c-8f4e-3bcce7da363c" alt="ระยะเวลาการถือครองของกระเป๋าวาฬ ETH รุ่นแรก ( ที่มา : Lookonchain/X )"><figcaption class="fig-cap">ระยะเวลาการถือครองของกระเป๋าวาฬ ETH รุ่นแรก ( ที่มา : Lookonchain/X )</figcaption></figure><p class="paragraph"> ล่าสุด เจ้าของกระเป๋าเหล่านี้ได้ขาย ETH ออกไปแล้ว 33,623 เหรียญ คิดเป็นมูลค่าราว 52.5 ล้านดอลลาร์ ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 1,560 ดอลลาร์ต่อเหรียญ ส่งผลให้สามารถทำกำไรจริงได้ประมาณ 27.4 ล้านดอลลาร์ </p><h2>วาฬบางส่วนขาย แต่บางส่วนเร่งสะสม</h2><p class="paragraph"> แม้จะมีแรงขายจากกระเป๋าเก่า แต่ข้อมูลออนเชนก็แสดงให้เห็นว่านักลงทุนรายใหญ่บางกลุ่มยังคงเชื่อมั่นใน Ethereum </p><p class="paragraph"> Lookonchain เปิดเผยว่า วาฬรายหนึ่งได้แลกเปลี่ยน Bitcoin จำนวน 464 BTC มูลค่าประมาณ 27.6 ล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อ Ether จำนวน 17,750 ETH ซึ่งสะท้อนถึงการโยกย้ายเงินทุนจาก Bitcoin เข้าสู่ Ethereum </p><p class="paragraph"> ขณะเดียวกัน Chun Wang นักลงทุนรายใหญ่ในวงการคริปโต ได้ซื้อเพิ่มอีก 9,937 ETH และ Wrapped Bitcoin (WBTC) อีก 147 เหรียญ </p><p class="paragraph"> ตลอดช่วงเดือนที่ผ่านมา Wang ถอน ETH ออกจาก Binance แล้วเกือบ 87,000 ETH โดยมีต้นทุนเฉลี่ยประมาณ 1,749 ดอลลาร์ต่อเหรียญ แสดงให้เห็นว่ายังคงมีผู้เล่นรายใหญ่ที่เลือกสะสม ETH แม้ตลาดจะอยู่ในช่วงขาลง </p><p class="paragraph"> ฝั่งนักลงทุนสถาบันก็ยังมีความเคลื่อนไหวเช่นกัน โดย BlackRock ได้โอน 41,996 ETH และ 4,577 BTC ไปยัง Coinbase Prime ซึ่งโดยทั่วไปมักเป็นการโอนเพื่อการดูแลสินทรัพย์หรือการบริหารพอร์ต มากกว่าจะเป็นสัญญาณของการขายในตลาดทันที </p><h2>วาฬ Ethereum เผชิญภาวะขาดทุนพร้อมกันครั้งแรกในรอบหลายปี</h2><p class="paragraph"> Darkfost นักวิเคราะห์จาก CryptoQuant เปิดเผยว่า กลุ่มวาฬ Ethereum ที่ถือครองตั้งแต่ 1,000 ETH ไปจนถึงมากกว่า 100,000 ETH ขณะนี้ล้วนอยู่ในสถานะขาดทุนทางบัญชี </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/bb94af92-4f2d-42c6-8e06-d6dd606da80a" alt="อัตราส่วนกำไรที่ยังไม่รับรู้ของวาฬ ETH ( ที่มา : X )"><figcaption class="fig-cap">อัตราส่วนกำไรที่ยังไม่รับรู้ของวาฬ ETH ( ที่มา : X )</figcaption></figure><p class="paragraph"> นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2019 ที่วาฬทุกกลุ่มหลักเผชิญสถานการณ์ดังกล่าวพร้อมกัน </p><p class="paragraph"> นักวิเคราะห์ระบุว่า ในอดีต ช่วงเวลาที่ความเชื่อมั่นของวาฬถูกทดสอบจากราคาที่ปรับตัวลง มักเกิดขึ้นใกล้กับจุดต่ำสุดของรอบตลาดในระยะยาว อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในปี 2026 สะท้อนว่านักลงทุนรายใหญ่กำลังเผชิญแรงกดดันมากกว่ารอบก่อน แม้จะยังมีการเข้าซื้อจากบางกลุ่มก็ตาม </p><h2>แนวรับ 1,500 ดอลลาร์ กลายเป็นจุดตัดสิน</h2><p class="paragraph"> Ether ร่วงลงแตะระดับ 1,510 ดอลลาร์ระหว่างการเทขายเมื่อวันพฤหัสบดี แต่ยังสามารถยืนเหนือจุดต่ำสุดของปีได้ แม้ Bitcoin จะสร้างจุดต่ำสุดใหม่ของปี 2026 ไปแล้วก็ตาม </p><p class="paragraph"> Ardi นักวิเคราะห์คริปโต มองว่าระดับ 1,500 ดอลลาร์ถือเป็นแนวรับระยะยาวที่สำคัญที่สุดของ Ethereum และหากราคาปิดรายวันต่ำกว่าระดับดังกล่าว อาจทำให้มุมมองเชิงบวกที่ตลาดสร้างมาตั้งแต่ช่วงตลาดขาลงปี 2022 เริ่มสั่นคลอน </p><p class="paragraph"> ด้าน Jelle นักลงทุนคริปโตรายหนึ่งมีมุมมองในทิศทางเดียวกัน โดยระบุว่าหาก ETH หลุดระดับ 1,500 ดอลลาร์อย่างชัดเจน ราคาอาจย้อนกลับเข้าสู่กรอบการเคลื่อนไหวเดิมที่เคยเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2023 </p><p class="paragraph"> ข้อมูลกราฟรายสัปดาห์ยังแสดงให้เห็นว่า ตลอดหลายครั้งที่ตลาดปรับฐานตั้งแต่กลางปี 2022 เป็นต้นมา ระดับ 1,500 ดอลลาร์สามารถทำหน้าที่เป็นแนวรับสำคัญได้เสมอ จึงเป็นโซนที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/ca363157-8737-4921-b2b9-83b8616bfc1a" alt="กราฟ Ether/USD รายสัปดาห์ ( ที่มา : Ardi/X )"><figcaption class="fig-cap">กราฟ Ether/USD รายสัปดาห์ ( ที่มา : Ardi/X )</figcaption></figure><p class="paragraph"> อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่เชื่อว่าการฟื้นตัวจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ </p><p class="paragraph"> Cyclops นักวิเคราะห์คริปโตอีกคนประเมินว่า หากแรงขายยังดำเนินต่อ ETH อาจปรับฐานลงสู่โซน 1,070–1,370 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นพื้นที่สะสมของแรงซื้อ ที่เคยเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2023 </p><p class="paragraph"> หากราคาหลุดลงถึงบริเวณดังกล่าว จะทำให้ Ethereum หลุดเส้นแนวโน้มขาขึ้นที่ดำเนินมานานหลายปี ซึ่งอาจส่งผลให้การฟื้นตัวของตลาดล่าช้าออกไป และยืนยันภาพแนวโน้มขาลงในระยะยาวมากยิ่งขึ้น </p><p class="paragraph"> อ้างอิง : <a href="https://cointelegraph.com/markets/old-ether-wallets-move-37806-eth-as-whale-conviction-faces-key-test">Cointelegraph</a> </p>]]></content:encoded>
        <media:content medium="image" url="https://api.cryptosiam.com/assets/9e1cc52b-6073-48cf-8135-18ab75e65461/hams-rectangle-template-4.png"></media:content>
        </item><item>
        <title><![CDATA[Tether แซง Ether ขึ้นเป็นคริปโตอันดับ 2 ตามมูลค่าตลาด หลัง ETH ร่วงแตะ 1,500 ดอลลาร์]]></title>
        <guid>https://cryptosiam.com/news/tether-stablecoin-flips-ether-by-market-cap-as-eth-routs-to-15k</guid>
        <link>https://cryptosiam.com/news/tether-stablecoin-flips-ether-by-market-cap-as-eth-routs-to-15k</link>
        <pubDate>Fri, 26 Jun 2026 13:01:00 GMT</pubDate>
        <dc:creator>Putawan Pulom</dc:creator>
        <description><![CDATA[USDT ของ Tether กลายเป็นสินทรัพย์คริปโตที่มีมูลค่าตลาดใหญ่เป็นอันดับ 2 แซงหน้า Ether หลังราคา ETH ร่วงแตะระดับต่ำสุดของปี ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่านักลงทุนกำลังให้ความสำคัญกับ Stablecoin มากกว่าสินทรัพย์ที่มีความผันผวนในช่วงตลาดขาลง]]></description>
        <category>ข่าวคริปโตเคอเรนซี่</category>
        <content:encoded><![CDATA[<p class="paragraph"> Tether (USDT) กลายเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าตลาด (Market Cap) ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก แซงหน้า Ether (ETH) หลังราคา ETH ปรับตัวลดลงอย่างหนักจนแตะระดับต่ำสุดของปีในวันศุกร์ที่ผ่านมา </p><p class="paragraph"> ข้อมูลจาก TradingView ระบุว่า ราคา Ether ร่วงลง 5.2% ภายใน 24 ชั่วโมง เหลือเพียงประมาณ 1,510 ดอลลาร์ ส่งผลให้มูลค่าตลาดของ ETH ลดลงต่ำกว่า 185,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ USDT มีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นแตะ 186,000 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ Stablecoin รายใหญ่ของ Tether ก้าวขึ้นมาเป็นสินทรัพย์คริปโตอันดับสอง รองจาก Bitcoin </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/72a3cdf5-26b7-4189-859e-839375c1b84e" alt="มูลค่าตลาดของ USDT แซงหน้า ETH ( ที่มา : CoinGecko )"><figcaption class="fig-cap">มูลค่าตลาดของ USDT แซงหน้า ETH ( ที่มา : CoinGecko )</figcaption></figure><p class="paragraph"> Andri Fauzan Adziima หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Bitrue Research Institute กล่าวว่า การที่ Stablecoin แซงหน้า Ether สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนในปัจจุบันเลือกถือสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพมากกว่าสินทรัพย์ที่มีความผันผวนอย่าง ETH </p><p class="paragraph"> เขามองว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นสัญญาณว่าตลาดยังคงให้น้ำหนักกับการบริหารความเสี่ยง ท่ามกลางภาวะที่ราคาเหรียญคริปโตส่วนใหญ่ยังเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง </p><h2>Stablecoin เติบโตสวนตลาด</h2><p class="paragraph"> การเติบโตของ USDT ยังสะท้อนภาพรวมของตลาด Stablecoin ที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน Stablecoin คิดเป็นเกือบ 15% ของมูลค่าตลาดคริปโตทั้งหมด </p><p class="paragraph"> รายงานของ 21Shares ระบุว่า ในตลาดขาลงรอบก่อน อุปทาน Stablecoin เคยหดตัวมากกว่า 30% แต่ในรอบนี้กลับทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญว่าความต้องการใช้งาน Stablecoin ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรอบของตลาดอีกต่อไป แต่กลายเป็นหนึ่งในกรณีการใช้งานที่สำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมคริปโต </p><p class="paragraph"> ด้าน Alvin Kan ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Bitget Wallet กล่าวว่า การที่ USDT แซง Ether ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของ Stablecoin ในระบบนิเวศคริปโต </p><p class="paragraph"> เขาอธิบายว่า Stablecoin กำลังทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์สภาพคล่องหลักสำหรับการโยกย้ายเงินทุนทั้งเข้าสู่และออกจากตลาด โดยเฉพาะในช่วงที่ความผันผวนสูง พร้อมทั้งชี้ว่า Ether จำเป็นต้องสร้างประโยชน์ในการใช้งาน (Utility) และแรงขับเคลื่อนของระบบนิเวศให้แข็งแกร่งขึ้น หากต้องการรักษาสถานะในระยะยาว </p><h2>ETH กลับสู่แนวรับสำคัญ ขณะที่ Ethereum เผชิญความท้าทายภายใน</h2><p class="paragraph"> ราคาของ Ether ล่าสุดกลับลงมาทดสอบแนวรับระยะยาว ซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 2023 และเดือนเมษายน 2025 </p><p class="paragraph"> นอกจากแรงกดดันด้านราคาแล้ว ระบบนิเวศของ Ethereum ยังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง หลังผู้บริหารระดับสูงและนักพัฒนาหลายคนทยอยลาออกจาก Ethereum Foundation รวมถึงมีการปรับลดพนักงานลงประมาณ 20% </p><p class="paragraph"> อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวเชิงบวกก็เริ่มปรากฏขึ้น เมื่อทีมนักพัฒนาและนักวิจัยหลักของ Ethereum Foundation ได้ร่วมกันก่อตั้งองค์กรไม่แสวงหากำไรแห่งใหม่ในชื่อ Ethlabs ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัทที่ถือครอง Ether รายใหญ่อย่าง BitMine และ SharpLink </p><h2>นักลงทุนบางส่วนมองเป็นโอกาสเข้าซื้อ</h2><p class="paragraph"> แม้ภาพรวมของตลาดจะยังค่อนข้างอ่อนแอ แต่บริษัทที่มีนโยบายสะสม Ether กลับมองว่าการปรับฐานครั้งนี้เป็นโอกาสในการลงทุน </p><p class="paragraph"> SharpLink ได้เข้าซื้อ Ether เพิ่มอีก 5,000 ETH เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา นับเป็นการซื้อครั้งแรกในรอบ 8 เดือน </p><p class="paragraph"> ขณะที่ BitMine ซึ่งมี Tom Lee เป็นประธานบริษัท ยังคงเดินหน้าสะสม ETH อย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่งซื้อเพิ่มอีก 76,881 ETH ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา </p><p class="paragraph"> นอกจาก Ether แล้ว ตลาดยังเห็นการเปลี่ยนแปลงในอันดับมูลค่าตลาดของสินทรัพย์ดิจิทัลรายอื่นด้วย โดย USDC ของ Circle สามารถแซง XRP ขึ้นมาได้ หลังราคา XRP ปรับตัวลดลงใกล้ระดับ 1 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2024 </p><p class="paragraph"> ปัจจุบัน USDC มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 73,600 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ XRP ลดลงเหลือราว 64,000 ล้านดอลลาร์ สะท้อนให้เห็นว่ากระแสเงินทุนในตลาดคริปโตยังคงไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำและมีสภาพคล่องสูงมากกว่าสินทรัพย์ที่มีความผันผวนในช่วงภาวะตลาดขาลง </p><p class="paragraph"> อ้างอิง : <a href="https://cointelegraph.com/news/tether-stablecoin-flips-ether-by-market-cap-as-eth-routs-to-15k">Cointelegraph</a> </p>]]></content:encoded>
        <media:content medium="image" url="https://api.cryptosiam.com/assets/46ae1afd-85e1-478b-9a79-37ca1c596e57/hams-rectangle-template-3.png"></media:content>
        </item><item>
        <title><![CDATA[Bitcoin ETF เผชิญแรงขายหนักที่สุดของเดือนมิถุนายน หลัง Bitcoin หลุด 60,000 ดอลลาร์]]></title>
        <guid>https://cryptosiam.com/news/bitcoin-etfs-biggest-outflows-june-btc-below-60k</guid>
        <link>https://cryptosiam.com/news/bitcoin-etfs-biggest-outflows-june-btc-below-60k</link>
        <pubDate>Fri, 26 Jun 2026 12:24:00 GMT</pubDate>
        <dc:creator>Putawan Pulom</dc:creator>
        <description><![CDATA[Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ มียอดเงินไหลออกสูงถึง 696.3 ล้านดอลลาร์ภายในวันเดียว ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของเดือนมิถุนายน หลังราคา Bitcoin ร่วงต่ำกว่า 60,000 ดอลลาร์ ส่งผลให้ยอดเงินไหลออกสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีเพิ่มเป็น 4.6 พันล้านดอลลาร์]]></description>
        <category>ข่าวคริปโตเคอเรนซี่</category>
        <content:encoded><![CDATA[<p class="paragraph"> กองทุน Spot Bitcoin ETF ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ เผชิญแรงขายครั้งใหญ่ที่สุดของเดือนมิถุนายนเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังราคา Bitcoin ร่วงลงต่ำกว่าระดับ 60,000 ดอลลาร์ ส่งผลให้นักลงทุนสถาบันจำนวนมากทยอยถอนเงินออกจากกองทุน </p><p class="paragraph"> ข้อมูลจาก SoSoValue ระบุว่า Spot Bitcoin ETF มีเงินไหลออกสุทธิรวม 696.3 ล้านดอลลาร์ในวันเดียว สูงกว่าสถิติเดิมของเดือนที่ 519.2 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/4bb25b30-a599-43a4-95da-54fc5cbdc73e" alt="กระแสเงินทุนรายเดือนของกองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ ( ที่มา : SoSoValue )"><figcaption class="fig-cap">กระแสเงินทุนรายเดือนของกองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ ( ที่มา : SoSoValue )</figcaption></figure><p class="paragraph"> การไหลออกครั้งล่าสุดทำให้ยอดเงินไหลออกสุทธิของกองทุน Bitcoin ETF ตลอดเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้นเป็น 3.61 พันล้านดอลลาร์ และทำให้ยอดเงินไหลออกสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีแตะระดับ 4.6 พันล้านดอลลาร์ </p><p class="paragraph"> กระแสเงินทุนที่ไหลออกจาก ETF ยังเกิดขึ้นพร้อมกับสัญญาณว่าความต้องการซื้อ Bitcoin จากนักลงทุนสถาบันกำลังชะลอตัวในหลายด้าน โดยเฉพาะ Strategy บริษัทที่ถือครอง Bitcoin มากที่สุดในโลก ซึ่งลดความถี่ในการเข้าซื้อ Bitcoin ลงอย่างเห็นได้ชัดในเดือนมิถุนายน ส่งผลให้เกิดการถกเถียงว่าบริษัทควรเก็บรักษาเงินสดไว้มากขึ้นในช่วงที่ตลาดอยู่ในขาลงหรือไม่ </p><h2>มูลค่าสินทรัพย์ใน Bitcoin ETF หายไปกว่า 57% จากจุดสูงสุด</h2><p class="paragraph"> แรงขายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับราคา Bitcoin ที่ปรับตัวลดลงราว 50% จากจุดสูงสุดเมื่อเดือนตุลาคม 2025 ทำให้มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (Net Assets) ของ Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ ลดลงต่ำกว่า 73,000 ล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปลายปี 2024 </p><p class="paragraph"> ข้อมูลของ SoSoValue ระบุว่า กองทุน Spot Bitcoin ETF เคยมีมูลค่าสินทรัพย์รวมสูงสุดถึง 169,500 ล้านดอลลาร์ในเดือนตุลาคม 2025 แต่ล่าสุดลดลงเหลือประมาณ 72,600 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นการหดตัวราว 57% </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/977a5797-a836-417a-a3cb-5a8d5efa2260" alt="การถือครอง BTC ของกองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ ( ที่มา : Wallet Pilot )"><figcaption class="fig-cap">การถือครอง BTC ของกองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ ( ที่มา : Wallet Pilot )</figcaption></figure><p class="paragraph"> ขณะที่ข้อมูลจาก WalletPilot ระบุว่า ณ วันอังคารที่ผ่านมา กองทุนทั้งหมดถือครอง Bitcoin รวมประมาณ 1.24 ล้าน BTC โดยมี Bitcoin ราว 63,500 BTC ถูกถอนออกจากกองทุนภายในช่วง 30 วันที่ผ่านมา </p><h2>Strategy ชะลอการสะสม Bitcoin ท่ามกลางเสียงวิจารณ์</h2><p class="paragraph"> อีกหนึ่งปัจจัยที่ตลาดจับตามองคือการชะลอการซื้อ Bitcoin ของ Strategy ซึ่งนำโดย Michael Saylor </p><p class="paragraph"> จากข้อมูลที่บริษัทยื่นต่อหน่วยงานกำกับดูแล Strategy ซื้อ Bitcoin ในเดือนมิถุนายนรวมเพียงประมาณ 3,600 BTC ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับการซื้อราว 25,000 BTC ในเดือนพฤษภาคม และมากกว่า 50,000 BTC ในเดือนเมษายน </p><p class="paragraph"> นอกจากนี้ บริษัทยังมีการขาย Bitcoin สุทธิ 32 BTC ในช่วงต้นเดือน ซึ่งนับเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่ Strategy ขาย Bitcoin นับตั้งแต่เริ่มดำเนินกลยุทธ์สะสมสินทรัพย์ดิจิทัล </p><p class="paragraph"> ขณะเดียวกัน หุ้นบุริมสิทธิ์ถาวรของบริษัทอย่าง STRC ยังคงเผชิญแรงกดดัน โดยราคาปิดล่าสุดอยู่ที่ 75.69 ดอลลาร์ ลดลง 6.37% และต่ำกว่าระดับเป้าหมายที่บริษัทต้องการรักษาไว้ที่ 100 ดอลลาร์ </p><p class="paragraph"> สถานการณ์ดังกล่าวจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อโมเดลการระดมทุนเพื่อซื้อ Bitcoin ของ Strategy มากขึ้น โดยนักวิเคราะห์จาก CryptoQuant แสดงความกังวลเกี่ยวกับจังหวะการเข้าซื้อและการบริหารความเสี่ยงของบริษัท </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/1d2a7c37-f84c-4ee8-aa1d-4fc23f074b6d" alt="( ที่มา :&nbsp;Julio Moreno )"><figcaption class="fig-cap">( ที่มา :&nbsp;Julio Moreno )</figcaption></figure><p class="paragraph"> อย่างไรก็ตาม Samson Mow นักลงทุนผู้สนับสนุน Bitcoin ยุคบุกเบิก มองว่า STRC ยังมีกลไกป้องกันตัวเอง (Self-repairing Mechanism) เมื่อราคาหุ้นซื้อขายต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ โดย Strategy จะหยุดการออกหุ้นใหม่ผ่านโครงการ At-the-Market (ATM) ชั่วคราว ซึ่งจะช่วยจำกัดปริมาณหุ้นใหม่ในตลาดและลดแรงกดดันต่อราคาหุ้น </p><p class="paragraph"> แม้แรงขายจากกองทุน ETF และการชะลอการสะสม Bitcoin ของ Strategy จะสะท้อนว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันอ่อนแอลงในระยะสั้น แต่ตลาดยังคงจับตาว่าหากราคา Bitcoin เริ่มฟื้นตัวและกระแสเงินทุนกลับเข้าสู่ ETF อีกครั้ง อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพลิกแนวโน้มของตลาดคริปโตในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ </p><p class="paragraph"> อ้างอิง : <a href="https://cointelegraph.com/news/bitcoin-etfs-biggest-outflows-june-btc-below-60k">Cointelegraph</a> </p>]]></content:encoded>
        <media:content medium="image" url="https://api.cryptosiam.com/assets/913ad7a5-96fa-4207-a768-c3bd9f8ac569/hams-rectangle-template-2.png"></media:content>
        </item><item>
        <title><![CDATA[Bitcoin ร่วงแตะ 60,000 ดอลลาร์ แต่นักวิเคราะห์ยังคาดการเด้งกลับ 15% ลุ้นฟื้นตัวสู่ 70,000 ดอลลาร์]]></title>
        <guid>https://cryptosiam.com/news/bitcoin-hits-2-week-lows</guid>
        <link>https://cryptosiam.com/news/bitcoin-hits-2-week-lows</link>
        <pubDate>Thu, 25 Jun 2026 13:41:00 GMT</pubDate>
        <dc:creator>Putawan Pulom</dc:creator>
        <description><![CDATA[Bitcoin ปรับตัวลงแตะ 60,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ ท่ามกลางแรงกดดันจากตลาดการเงินโลก ขณะที่นักวิเคราะห์หลายรายยังชี้ว่ามีโอกาสเกิดการฟื้นตัวระยะสั้น โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ระดับ 70,000 ดอลลาร์]]></description>
        <category>ข่าวคริปโตเคอเรนซี่</category>
        <content:encoded><![CDATA[<p class="paragraph"> Bitcoin ปรับตัวลงแตะระดับต่ำสุดในรอบสองสัปดาห์ โดยราคาหลุดแนวรับสำคัญที่ 60,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนว่าตลาดอาจเผชิญแรงขายเพิ่มเติมในระยะสั้น </p><p class="paragraph"> ข้อมูลจาก TradingView แสดงให้เห็นว่าราคา BTC ปรับตัวลงต่อเนื่อง หลังจากก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์หลายรายเตือนถึงการเพิ่มขึ้นของสถานะ Short ในตลาด Futures ประกอบกับอัตรา Funding Rate ที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งมักเป็นสัญญาณว่าตลาดมีความเสี่ยงต่อการเกิดแรงเทขาย </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/e96dfb13-47c0-4ecd-9f17-93e20a47d4e3" alt="กราฟ BTC/USD ราย 4 ชั่วโมง ( ที่มา : Cointelegraph/TradingView )"><figcaption class="fig-cap">กราฟ BTC/USD ราย 4 ชั่วโมง ( ที่มา : Cointelegraph/TradingView )</figcaption></figure><p class="paragraph"> อย่างไรก็ตาม แม้ราคาจะร่วงลง แต่บรรดานักเทรดคริปโตจำนวนมากยังเชื่อว่าระดับปัจจุบันอาจเป็นเพียงการย่อตัวภายในกรอบการเคลื่อนไหวเดิม และยังไม่ใช่จุดเริ่มต้นของขาลงรอบใหม่ </p><p class="paragraph"> นักวิเคราะห์ที่ใช้ชื่อว่า Killa ระบุว่า Bitcoin เริ่มเข้าใกล้จุดที่ควรเกิดการเด้งกลับในระยะสั้น พร้อมมองว่าราคายังคงเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway หรือแกว่งตัวในกรอบ จนกว่าจะมีปัจจัยใหม่เข้ามาเปลี่ยนทิศทางตลาดอย่างชัดเจน </p><p class="paragraph"> Killa ยังเผยแพร่กราฟวิเคราะห์ที่คาดการณ์ว่าหากแรงซื้อกลับเข้ามา ราคา Bitcoin อาจฟื้นตัวขึ้นไปทดสอบบริเวณ 70,000 ดอลลาร์ได้ ซึ่งคิดเป็นการปรับตัวขึ้นราว 15% จากระดับปัจจุบัน </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/2f6b1c73-df87-4b6f-9ea2-17c596140a7f" alt="การวิเคราห์บนกราฟ BTC/USD ( ที่มา : Killa/X )"><figcaption class="fig-cap">การวิเคราห์บนกราฟ BTC/USD ( ที่มา : Killa/X )</figcaption></figure><p class="paragraph"> ด้านนักวิเคราะห์อีกคนที่ใช้ชื่อว่า RektProof มีมุมมองสอดคล้องกัน โดยเชื่อว่าระดับ 60,000 ดอลลาร์จะยังทำหน้าที่เป็นฐานรองรับสำคัญของตลาดตลอดช่วงเวลาที่เหลือของเดือนนี้ </p><p class="paragraph"> เขาประเมินว่า Bitcoin อาจแกว่งตัวขึ้นไปทดสอบโซนแนวต้าน ก่อนจะปรับตัวลงอีกครั้ง และมีโอกาสกลับขึ้นไปแตะระดับ 70,000 ดอลลาร์ในระยะถัดไป </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/d0030f35-6ccf-4894-839b-1a41858e0f2f" alt="การวิเคราห์บนกราฟ BTC/USDT ราย 1 ชั่วโมง ( ที่มา : RektProof/X )"><figcaption class="fig-cap">การวิเคราห์บนกราฟ BTC/USDT ราย 1 ชั่วโมง ( ที่มา : RektProof/X )</figcaption></figure><p class="paragraph"> ในฝั่งปัจจัยมหภาค ความคืบหน้าเกี่ยวกับข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับไม่ได้ช่วยหนุนสินทรัพย์เสี่ยงมากนัก แม้ประธานาธิบดี Donald Trump จะออกมาเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศ </p><p class="paragraph"> Trump ระบุผ่าน Truth Social ว่าเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จะไม่ต้องเสียค่าผ่านทาง ค่าเบี้ยประกัน หรือค่าธรรมเนียมใด ๆ ให้กับอิหร่าน ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการค้าและการขนส่งน้ำมันโลก </p><p class="paragraph"> อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับตอบสนองตรงกันข้าม โดยดัชนี S&amp;P 500 ปรับขึ้นเพียง 0.4% ขณะที่ Nasdaq Composite พลิกกลับมาติดลบในช่วงสองวัน สะท้อนว่านักลงทุนอาจตีความข่าวดีดังกล่าวไปล่วงหน้าแล้ว </p><p class="paragraph"> นักวิเคราะห์มองว่ายังมีหลายปัจจัยที่กดดันความเชื่อมั่นของตลาด ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ รวมถึงการประกาศดัชนี Personal Consumption Expenditures (PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ให้ความสำคัญ </p><p class="paragraph"> แม้ Bitcoin จะกลับลงมาแตะ 60,000 ดอลลาร์ แต่ภาพรวมของนักเทรดจำนวนไม่น้อยยังคงมองว่าราคากำลังเข้าใกล้โซนแนวรับสำคัญ และมีโอกาสเกิดการฟื้นตัวในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ทิศทางในระยะกลางยังคงขึ้นอยู่กับปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค กระแสเงินทุนจากสถาบัน และความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกเป็นหลัก </p><p class="paragraph"> อ้างอิง : <a href="https://cointelegraph.com/markets/bitcoin-hits-2-week-lows">Cointelegraph</a> </p>]]></content:encoded>
        <media:content medium="image" url="https://api.cryptosiam.com/assets/447f4bbd-4108-4a71-8e89-f7de77d362bf/hams-rectangle-template-1.png"></media:content>
        </item><item>
        <title><![CDATA[อิหร่านถูกกล่าวหาโอนเงินคริปโตมูลค่ากว่า 3.8 พันล้านดอลลาร์ผ่านแพลตฟอร์มคริปโตรายใหญ่  เลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรสหรัฐ]]></title>
        <guid>https://cryptosiam.com/news/iran-entities-moved-38-billion-coinex</guid>
        <link>https://cryptosiam.com/news/iran-entities-moved-38-billion-coinex</link>
        <pubDate>Thu, 25 Jun 2026 12:58:00 GMT</pubDate>
        <dc:creator>Putawan Pulom</dc:creator>
        <description><![CDATA[TRM Labs ระบุว่าหน่วยงานและองค์กรที่เชื่อมโยงกับอิหร่านซึ่งอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตร ได้เคลื่อนย้ายสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่ากว่า 3.8 พันล้านดอลลาร์ผ่านแพลตฟอร์ม CoinEx ตั้งแต่ปี 2019 ขณะที่ทาง CoinEx ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว]]></description>
        <category>ข่าวคริปโตเคอเรนซี่</category>
        <content:encoded><![CDATA[<p class="paragraph"> บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชน TRM Labs เปิดเผยรายงานล่าสุดระบุว่า กระเป๋าเงินดิจิทัลที่มีความเชื่อมโยงกับหน่วยงานและองค์กรของอิหร่านที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร ได้เคลื่อนย้ายเงินผ่านแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโต CoinEx รวมมูลค่ากว่า 3.84 พันล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ปี 2019 ส่งผลให้ CoinEx กลายเป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญที่ถูกใช้เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ </p><p class="paragraph"> TRM Labs ระบุว่ามีแพลตฟอร์มจากอิหร่านราว 60 แห่งที่เกี่ยวข้องกับการโอนเงินดังกล่าว โดยในจำนวนนี้มีเงินกว่า 2.7 พันล้านดอลลาร์ที่ไหลเวียนระหว่าง CoinEx และ Nobitex ซึ่งเป็นตลาดซื้อขายคริปโตรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยประมาณ 1 ล้านดอลลาร์ต่อวันนับตั้งแต่ปี 2018 </p><p class="paragraph"> รายงานยังชี้ว่า ภายในปี 2024 CoinEx กลายเป็นคู่ค้าภายนอกที่ใหญ่ที่สุดของ Nobitex โดยมีปริมาณธุรกรรมมากกว่าตลาดซื้อขายอันดับรองลงมาถึงเกือบ 9 เท่า ซึ่ง TRM Labs มองว่าพฤติกรรมดังกล่าวไม่สอดคล้องกับการแข่งขันทางการตลาดตามปกติ </p><figure class="fig-img"><img class="img   " src="/assets/3ce2310f-bfde-46ff-a666-1e1c869fe42c" alt="ความเกี่ยวข้องและสัดส่วนปริมาณการซื้อขายของ CoinEx ปี 2025 ( ที่มา : TRM Labs )"><figcaption class="fig-cap">ความเกี่ยวข้องและสัดส่วนปริมาณการซื้อขายของ CoinEx ปี 2025 ( ที่มา : TRM Labs )</figcaption></figure><p class="paragraph"> รายงานฉบับนี้เผยแพร่ออกมาหลังจากที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรตลาดซื้อขายคริปโตของอิหร่าน 4 แห่ง ภายใต้แคมเปญ “Economic Fury” เมื่อประมาณ 3 สัปดาห์ก่อน โดยก่อนหน้านั้นไม่นาน Scott Bessent รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่าหน่วยงานของรัฐสามารถยึดสินทรัพย์คริปโตมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์จากตลาดซื้อขายและกระเป๋าเงินดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านได้ นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งทางทหารครั้งล่าสุด </p><p class="paragraph"> ด้าน CoinEx ออก<a href="https://x.com/coinexcom/status/2070044548542390722">แถลงการณ์</a>ผ่านแพลตฟอร์ม X ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยยืนยันว่าไม่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับรัฐบาลอิหร่านหรือแพลตฟอร์มซื้อขายภายในประเทศอิหร่าน และไม่เคยให้บริการช่องทางทางการเงินแก่บุคคลหรือองค์กรที่ถูกคว่ำบาตร นอกจากนี้ยังโต้แย้งว่าการติดตามเส้นทางเงินบนบล็อกเชนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าแพลตฟอร์มมีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมาย </p><h2>Nobitex ศูนย์กลางการซื้อขายคริปโตของอิหร่าน</h2><p class="paragraph"> ก่อนหน้านี้ รายงานจากบริษัทวิเคราะห์บล็อกเชน Chainalysis ระบุว่า Nobitex ทำหน้าที่เสมือน “ท่อส่งดอลลาร์ดิจิทัล” ของอิหร่าน และครองส่วนแบ่งการซื้อขายคริปโตภายในประเทศราว 50% </p><p class="paragraph"> นอกจากนี้ ยังมีรายงานเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาว่า Nobitex อาจมีความเชื่อมโยงกับสมาชิกของตระกูลที่มีอิทธิพลทางการเมืองและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ Ali Khamenei ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน </p><p class="paragraph"> ขณะเดียวกัน สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างชาติของสหรัฐฯ (OFAC) ได้ประกาศคว่ำบาตรบริษัท Zedcex และ Zedxion เมื่อต้นปีที่ผ่านมา หลังถูกกล่าวหาว่าถูกใช้เป็นบริษัทบังหน้าเพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางการเงินของ Islamic Revolutionary Guard Corps (IRGC) ซึ่งเป็นหน่วยกำลังสำคัญของอิหร่าน </p><p class="paragraph"> กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าคริปโตเคอร์เรนซียังคงเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่หลายประเทศและองค์กรใช้เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางการเงินระหว่างประเทศ ส่งผลให้หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบธุรกรรมบนบล็อกเชนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง </p><p class="paragraph"> อ้างอิง : <a href="https://cointelegraph.com/news/iran-entities-moved-38-billion-coinex">Cointelegraph</a> </p>]]></content:encoded>
        <media:content medium="image" url="https://api.cryptosiam.com/assets/e11f9fa0-cf26-44ce-983a-294328121371/hams-rectangle-template.png"></media:content>
        </item>
    </channel>
    
    </rss>