Blockchain

ตลาดทองใช้ Blockchain พิสูจน์ความแท้ทองคำแท่ง

A H R0c H M6 Ly9z Lmlz Y W5vb2su Y29t L21u Lz Avd W Qv Mt E2 Lz U4 Nd E5 O S9pc3 Rv Y2st Nd Yx Mj Ux Nt Ux Lmpw Zw.jpg

องค์กรที่มีชื่อเสียงเริ่มหันมาร่วมมือกันเปิดตัวโปรแกรมใหม่ให้ตลาดทองใช้ Blockchain พิสูจน์ความแท้ของทองคำแท่ง รวมไปถึงจัดการกับห่วงโซ่อุปทาน

เมื่อวันจันทร์ที่ 28 มีนาคม ที่ผ่านมา องค์กร London Bullion Market Association (LBMA) และ the World Gold Council (WGC) ได้ออกมาแถลงการณ์ร่วมมือกันพัฒนาระบบให้กับตลาดทองใช้ Blockchain พิสูจน์ความแท้ของทองคำแท่ง รวมไปถึงการดูแล และจัดการกับห่วงโซ่อุปทานที่สมบูรณ์ระดับโลก จากบริษัท aXedras และ Peer Ledger ซึ่งบัญชีตัวใหม่นี้จะถูกนำมาใช้เพื่อดำเนินการลงทะเบียน และติดตามสถานะของทองคำแท่งในแต่ละขั้นตอนการผลิตไปจนถึงการจัดจำหน่าย รวมไปถึงการขุด, การหลอม และการขายโดยผู้ผลิตเครื่องประดับ

ตลาดทองใช้ Blockchain แก้ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน และขจัดการฉ้อโกง

ปัญหาที่เกิดขึ้นในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การขุดเหมืองที่ผิดกฎหมาย, การฟอกทองคำ, ทองคำแท่งปลอม และการละเมิดสิทธิมนุษยชนทำให้อุตสาหกรรมทองคำเสี่ยงต้องเผชิญกับปัญหาในด้านการจัดการห่วงโซ่อุปทาน ย้อนกลับไปในปี 2020 องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้เผยแพร่คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีที่ผู้ผลิตทองคำจะสามารถนำไปใช้หลีกเลี่ยงการมีส่วนทำให้เกิดการละเมิดกฎระเบียบที่ร้ายแรง ต่อกระบวนการการขุด และการผลิตทองคำได้

อย่างไรก็ตาม การร่วมมือกันระหว่าง 2 บริษัททองคำรายใหญ่ก็ได้ก่อให้เกิดโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมทองคำครั้งใหญ่ขึ้น โดยพวกเขาเรียกโปรเจกต์สำคัญนี้ว่า Gold Bar Integrity Program ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์กรรายใหญ่จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น CME Group, Metalor, Barrick Gold, Brinks, Royal Canadian Mint, Newcrest Mining, Hummingbird Resources, Argos Heraeus SA, Asahi, Aura Minerals, Perth Mint และอื่น ๆ อีกมากมาย ทางด้านองค์กร LBMA และ WGC ระบุว่า โครงการดังกล่าวจะได้รับการพัฒนาให้สามารถนำมาปรับใช้กับอุตสาหกรรมทองคำทั่วโลก รวมไปถึงการขจัดปัญหาในด้านต่าง ๆ ที่จะเข้ามาเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการได้ในท้ายที่สุด

หลากหลายอุตสาหกรรมเริ่มนำ Blockchain มาใช้แก้ปัญหา

T9rkvi3n0nm 1024x576.jpg

ทางด้านการจัดการห่วงโซอุปทานนั้น เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาสำหรับเทคโนโลยี Blockchain ที่สำคัญมากตัวหนึ่งเลยก็ว่าได้ โดยสำนักข่าวต่างประเทศรายหนึ่งได้รายงานว่า Forbes ได้ดำเนินการเพิ่มรายชื่อบริษัทมากกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งหมดที่มีอยู่ลงไปในลิสต์ Blockchain 50 ประจำปี 2021 ซึ่งจำนวนบริษัทที่เพิ่มเข้ามานั้นล้วนแล้วแต่เป็นองค์กรที่ใช้แทคโนโลยีประเภท Distributed Ledger Technology (DLT) เพื่อแก้ไขปัญหาการจัดการห่วงโซ่อุปทาน และโลจิสติกส์ นอกจากนี้ ในเดือนเมษายน ปี 2021 บริษัท Lockheed Martin หนึ่งในผู้ให้บริการคู่สัญญาด้านการป้องกันประเทศรายใหญ่ระดับโลก (Defense Contractor) ก็ได้ออกมายอมรับบริษัทได้นำเทคโนโลยี Blockchain เข้ามาใช้แก้ไขปัญหาการจัดการห่วงโซ่อุปทานในประเทศสวิตเซอร์แลนด์เช่นเดียวกัน

ราคาทองคำพุ่งทะยานในเดือนกุมภาพันธ์

หลังจากรัสเซียได้ออกมาประกาศบุกโจมตียูเครนในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ส่งผลให้มูลค่าทองคำพุ่งขึ้นมามากกว่า 2% เนื่องจากนักลงทุนเริ่มมองหาสินทรัพย์ที่จะช่วยเป็นที่หลบภัยให้แก่เขาได้ในยามที่มูลค่าหลักทรัพย์ของตลาดคริปโตเริ่มร่วงลงไปจนน่าใจหาย ซึ่งจากรายงานในช่วงดังกล่าวพบว่าคริปโตเคอเรนซีมีมูลค่าตกลงไปมากถึง 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งแน่นอนว่าตลาดหุ้น และสกุลเงินสดเองก็มีมูลค่าดิ่งลงมาในลักษณะเดียวกัน

อย่างไรก็ตามปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำทะยานขึ้นมาอย่างสวยงามได้ แม้ว่าจะเกิดสงครามครั้งใหญ่นั้นมาจากความตึงเครียดของประชาชน ซึ่งส่งผลให้ราคาซื้อขายเพิ่มขึ้นมาเกือบ 8% ในปี 2022 นี้ รวมไปถึงการคาดการณ์ว่าสหรัฐเตรียมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ยิ่งช่วยกระตุ้นให้ทองคำกลับเข้าสู่ยุคทอง และตอกย้ำถึงการทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ที่สามารถป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อชั้นดีได้อีกเช่นเดียวกัน

นักลงทุนหลายรายยังคงคิดว่า Bitcoin ดีกว่า

ท่ามกลางกระแสความนิยมในตัวของสินทรัพย์ประเภททองคำที่กลับมาฮอตฮิตอีกครั้ง แต่ทว่านักลงทุนรายใหญ่จำนวนมากก็ยังคงมองว่าสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นดีกว่าทองคำอยู่ดี โดย Marion Laboure หนึ่งในนักวิเคราะห์จาก Deutsche Bank เคยออกมาคาดการณ์ว่า Bitcoin (BTC) อาจกลายเป็นทองคำดิจิทัลแห่งศตวรรษที่ 21 แต่จะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ที่สามารถกักเก็บมูลค่าที่น่าเชื่อถือได้ในปัจจุบัน และยิ่งไปกว่านั้นตัวสินทรัพย์ดังกล่าวจะยิ่งมีความผันผวนมากขึ้นไปจากเดิมในอนาคตอันใกล้อีกด้วย นอกจากนี้ ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Goldman Sachs ก็ได้ออกมาคาดการณ์ว่าราคาของ Bitcoin นั้นจะพุ่งขึ้นสูงถึง 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐได้สำเร็จอย่างแน่นอน ซึ่ง ณ ขณะนั้นราคาทองคำอาจกำลังคงตัวอยู่ที่ราว 2.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐเช่นเดียวกัน

Pzifgmbsxcc 856x536 1.jpg

ยิ่งไปกว่านั้น รายงานข่าวในช่วงเดือนธันวาคม ปี 2021 ที่ผ่านมายังพบว่าผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่ต่างพากันเบนเข็มมาลงทุนใน Bitcoin มากกว่าทองคำ เนื่องจากพวกเขามองว่าคริปโตเคอเรนซีเป็นสินทรัพย์ที่ควรค่าแก่การกักเก็บไว้มากกว่า และยังเป็นสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มจะเอาชนะภาวะเงินเฟ้อได้ในระยะยาวอีกด้วย

ติดตาม CryptoSiam
เพื่อให้ไม่พลาด ทุกข่าวสาร วงการคริปโต
ข่าวต่อไป

บทความที่เกี่ยวข้อง

หนี้สาธารณะสหรัฐฯ ทะลุ 38.5 ล้านล้านดอลลาร์ในวัน “Genesis Day” ของ Bitcoin
Bitcoin และ Ether ETF ในสหรัฐฯ ดึงดูดเงินไหลเข้า 646 ล้านดอลลาร์ในวันแรกของปี 2026 แรงซื้อจากสถาบันกลับเข้ามาอีกครั้ง
ดัชนีความเชื่อมั่นคริปโตขยับพ้นโซน “กลัวสุดขีด” แต่ตลาดยังมีหลากหลายอารมณ์
Tether ซื้อเพิ่มอีก 8,888 Bitcoin ส่งท้ายปี 2025 ก้าวขึ้นเป็นอันดับ 5 ของโลก