มีความเป็นไปได้อย่างมากว่า Bitcoin Bulls นั้นจะยังคงเชื่อมันว่าราคาของ Bitcoin (BTC) จะไปได้ไกลกว่านี้ เพราะถึงแม้ราคาของมันจะขึ้นมาอยู่จุดสูงสุดในรอบ 5 เดือน พวกเขาก็ยังไม่ยอมเทขาย โดยปัจจุบันมีมูลค่าทรัพย์สินที่เหล่านักลงทุนเบอร์ใหญ่ถือรวมกันทั้งหมดจะอยู่ที่ 7.54 แสนล้านดอลลาร์
แม้ก่อนหน้านี้สถานการณ์ของสกุลเงินดิจิทัลอันดับ 1 อย่าง Bitcoin นั้นจะไม่สู้ดีนัก เพราะได้ประสบกับเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ ซึ่งราคาของมันร่วงมาเกินกว่าครึ่งหนึ่งจากสุดสูงสุดตลอดกาลในเดือนเมษายน และนั่นก็ทำให้เหล่านักลงทุนเล็กใหญ่ขาดทุนกันทั่วทั้งตลาด แต่ทว่า ณ ขณะนี้เรื่องเศร้าเหล่านั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว
สกุลเงินดิจิทัลอันดับที่ 2 ของตลาดอย่าง Ether กลับมาผงาดอีกครั้งหลังเผชิญช่วงขาลงมาเป็นระยะเวลานาน โดยมูลค่าของมันนั้นก้าวขึ้นเหนือระดับราคา $2,700 เป็นครั้งแรกในรอบ 2 เดือน ซึ่งการที่ Ethereum โตในครั้งนี้ได้สร้างความอิ่มเอมใจให้กับเหล่าสาวกอย่างมากมาย
แม้เราจะผ่านสัปดาห์ที่แสนเจ็บปวดซึ่งราคาของสกุลเงินดิจิทัลอันดับ 1 อย่าง Bitcoin นั้นร่วงแบบน่าใจหาย แต่ทว่านักวิเคราะห์ Bitcoin ชื่อดังอย่าง Willy Woo ได้สังเกตเห็นสัญญาณ และอาการบางอย่างที่บ่งชี้ว่า Bull Run ของ BTC นั้นยังคงไปต่อได้อยู่!
ข้อมูลตลาดล่าสุดชี้ว่า Bitcoin เริ่มแสดงสัญญาณแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับทองคำ หลังอัตราส่วน BTC–ทองคำฟื้นตัวจากแนวรับสำคัญ ขณะที่กระแสเงินทุนเริ่มไหลเข้าสู่ Bitcoin ETF อีกครั้ง ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

ข้อมูลตลาดระบุว่าการลงทุนใน Bitcoin มักต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปีจึงมีโอกาสสร้างกำไรได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากความผันผวนระยะสั้นอาจทำให้นักลงทุนที่เข้าซื้อใกล้จุดสูงสุดต้องเผชิญกับการขาดทุนในช่วงแรก

ข้อมูลจาก Bitwise ระบุว่า นักลงทุนที่ถือ Bitcoin อย่างน้อย 3 ปี มีโอกาสขาดทุนเพียง 0.7% ขณะที่ผู้ที่ถือ 3–5 ปียังคงมีกำไรเฉลี่ยราว 90% แม้ราคาจะปรับฐานแรงรอบล่าสุด

แม้ตลาดคริปโตจะอยู่ในช่วงขาลงต่อเนื่องหลายเดือน แต่ข้อมูลบล็อกเชนชี้ว่า “วาฬ Bitcoin” ได้กลับมาซื้อสะสมเหรียญอีกครั้งกว่า 236,000 BTC นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2025 โดยข้อมูลคำสั่งซื้อเฉลี่ยบนตลาด Spot บ่งชี้ถึงการกลับมาของนักลงทุนรายใหญ่


ข้อมูลบล็อกเชน ชี้ว่า Ether อาจมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปทดสอบระดับ $2,800 ซึ่งเป็นโซนที่มีการซื้อเหรียญจำนวนมาก แต่ข้อมูลจากตลาด Futures ยังสะท้อนว่านักเทรดยังคงไม่กล้าเสี่ยง ทำให้โอกาสเกิดการพุ่งขึ้นแรงยังไม่ชัดเจน

มหาเศรษฐี Stanley Druckenmiller มองว่า Stablecoins และเทคโนโลยีบล็อกเชนอาจกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบชำระเงินโลกภายใน 10–15 ปี เนื่องจากความรวดเร็วและต้นทุนต่ำกว่าระบบธนาคารแบบเดิม