สืบเนื่องจากเหตุการณ์น่าสลดของ "จอร์จ ฟลอยด์" ที่กระตุ้นให้คนอเมริกันลุกขึ้นมาประท้วงกันอย่างรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี ทั้งมีรายงานการปะทะและก่อจลาจลพร้อมเพียงกันในหลายๆเมือง ถือเป็นเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนต่อจิตใจของชาวสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก

ซึ่งนี่เองถือเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ทุกๆภาคส่วน รวมไปถึงภาคธุรกิจก็หันกลับมาให้ความสำคัญเกี่ยวกับการบริหารจัดการความเกลียดชังและพร้อมร่วมมือร่วมใจกันพิชิต Hate speech ลงให้จงได้และหากถามถึงประเด็นสำคัญที่ว่า “วาทกรรมสร้างความเกลียดชัดเหล่านี้ มักรวมตัวกันอยู่ที่ใด?” คำตอบที่ชัดเจนที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นโลกเสมือนจริงอย่างโซเชียลเน็ตเวิร์ค

รู้จักกับ Hate speech ให้มากขึ้น

Hate Speech นั้นหมายถึงการสื่อสารที่มีวัตถุประสงค์เพื่อก่อให้เกิดความเกลียดชัง ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่ในรูปแบบของการใช้ถ้อยคำ คำพูดหรือวาจาเท่านั้น แต่อาจมาจากภาพถ่าย คลิปวิดีโอ ภาพวาดการ์ตูนล้อเลียน คำให้สัมภาษณ์ของบุคคลที่ถูกตัดทอนเนื้อหาอย่างจงใจ เป็นต้น

โดยเจตนาของการสื่อสารในเชิงสร้างความเกลียดชังนี้ จะต้องเป็นการแสดงจุดยืนต่อต้าน บุคคลหรือกลุ่มบุคคลอย่างชัดเจน เป้าหมายก็เพื่อการแบ่งแยกทางสังคม โดยส่วนใหญ่มักจะมุ่งเน้นไปยังสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ร่วมของกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ ศาสนา สีผิว อุดมการณ์และก่อให้เกิดมุมมองที่ว่า “เขาไม่เหมือนเรา” “ไม่เหมือนเรามันไม่ดี” ยั่วยุให้เกิดความเกลียดชัง จนถึงขั้นยุยงให้ใช้ความรุนแรงต่อกลุ่มตรงข้ามในที่สุด

แล้วแคมเปญนี้กำลังทำอะไร?

Stop Hate for Profit คือการร่วมใจกันยุติการซื้อโฆษณาของ Facebook, Instagram และแพลตฟอร์มด้านสื่อสังคมออนไลน์อื่นๆ เช่น YouTube, Twitter เพราะโซเชียลมีเดียเหล่านี้ “ล้มเหลวไม่เป็นท่า” ในการจัดการเนื้อหา Hate Speech

โดยตอนนี้มีบริษัทและแบรนด์สินค้าเกือบ 100 แห่งในสหรัฐฯ เข้าร่วมแคมเปญเพื่อประท้วงเจ้าของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ในครั้งนี้ โดยบริษัทล่าสุดที่ประกาศจุดยืนในการไม่สนับสนุนแพลตฟอร์มเหล่านี้ คือองค์กรชื่อก้องโลกอย่าง Unilever และ Coca-Cola

"Unilever จะหยุดลงโฆษณาบน Facebook, Instagram และ Twitter ในสหรัฐฯ Phase แรก อย่างน้อยจนถึงสิ้นปี 2020"
"Coca-Cola จะทำการหยุดลงโฆษณาทุกแพลตฟอร์มทุกประเทศทั่วโลก ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2020 เป็นเวลาอย่างน้อย 30 วัน"
"ผู้ผลิตไอศกรีมชื่อดัง Ben & Jerry’s ก็พร้อมที่จะงดการโฆษณาบน Facebook และ Instagram ในสหรัฐฯ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม เป็นต้นไป"
"ผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ในสหรัฐฯ Verizon Communications จะยุติการใช้บริการโฆษณาบน Facebook และ Instagram จนกว่าจะได้เห็นการวางนโยบายที่ชัดเจนในการจัดการกับปัญหาเรื่อง Hate Speech ของแพลตฟอร์มเหล่านี้"

นอกจากนี้ยังมีบริษัทบางแห่ง เช่น Procter & Gamble (P&G) ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนพิจารณาว่าจะยุติการซื้อโฆษณาบน Facebook เช่นกัน โดยหลังจากแคมเปญนี้ถูกประกาศเจตนารมณ์ได้ไม่นาน ก็ทำให้หุ้นของ Facebook ราคาดิ่งลงถึง 8.32% และ Twitter ราคาดิ่งลงที่ 7.40% เมื่อคืนวันที่ 26 มิ.ย.

รายได้หลักของแพลตฟอร์มเหล่านี้คือโฆษณา

เมื่อปีที่แล้ว Facebook นั้นมีรายได้จากค่าโฆษณาทั้งสิ้นประมาณ 2,152,963 ล้านบาทและจากข้อมูลรายงายว่าต้นปี 2020 มีผู้ลงโฆษณาบน Facebook ไปแล้วมากกว่า 8 ล้านคน โดยบริษัทที่จ่ายค่าโฆษณาให้ Facebook มากที่สุดในสหรัฐฯ (ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 24 มิ.ย. 20) ได้แก่

  • Disney 6,487 ล้านบาท
  • Procter & Gamble (P&G) 2,378 ล้านบาท
  • U.S. Census Bureau 1,575 ล้านบาท
  • Donald J. Trump for President, inc 1,236 ล้านบาท
  • Home Depot 1,174 ล้านบาท

งานนี้ก็ต้องมารอดูตอนต่อไปแล้วล่ะว่าเหล่า Social Media จะออกมารับมือกับเหตุการณ์นี้อย่างไร