แม้จะเป็นเมืองที่อาจจะมีชื่อไม่คุ้นหูคนไทยเท่ากับกรุงโซลหรือมหานครปูซาน แต่คุณรู้หรือไม่ว่าเมืองแทกูนั้น มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของเกาหลีใต้ อัดแน่นด้วยจำนวนประชากรกว่าสองล้านห้าแสนคน แถมยังเป็นถิ่นกำเนิดของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เรารู้จักกันดีอย่างซัมซุงอีกด้วย

โดยล่าสุด ทางหน่วยงานการปกครองของนครแทกู เพิ่งประกาศแผนการจัดสรรงบประมาณกว่า 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับการศึกษาด้านบล็อกเชนและปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ถ้าไม่พัฒนาตั้งแต่วันนี้ สุดท้ายก็จะพ่ายแพ้

เจ้าหน้าที่ของแทกูตั้งเป้าที่จะแก้ไขสิ่งที่พวกในคำนิยามไว้ว่า “การขาดแคลนทรัพยากรอย่างร้ายแรงสำหรับเทคโนโลยีหลักของการปฏิวัติอุตสาหกรรมและอารยธรรมดิจิทัลเจเนอเรชันที่ 4 (Digital Civilization) โดยรัฐบาลของเมืองแทกูนั้นมีแผนที่จะนำบุคคลที่มีความสามารถจากภูมิภาคอื่น ๆ มารวมตัวกันที่แทกู พร้อมทั้งเปิดสอนหลักสูตรด้าน Blockchain, AI และ Big data แบบฟรี ๆ ในอีกสามปีข้างหน้าบนพื้นที่ที่เรียกว่า ICT Innovation Square

เกาหลีใต้กำลังจะเป็นเบอร์ 1 สำหรับเทคโนโลยีบล็อคเชน

ดินแดนโสมใต้แห่งนี้ เรียกได้ว่าเป็นประเทศเดียวที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่าง Blockchain ในแทบจะทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นในภาคส่วนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้เหล่านักท่องเที่ยวปลอดภัยและสามารถเปิดกิจการต่าง ๆ ได้อย่างไร้กังวลในช่วงการระบาด COVID-19 ด้วยสามารถติดตามผู้สัมผัส (Contact Tracing) ผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือที่มีชื่อว่า Zzeung

สำหรับการดำเนินงานทางการแพทย์ ก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน เพราะพวกเขาได้หันมาใช้ Blockchain ในการส่งเสริมการผลิตกัญชาทางการแพทย์ แถมยังวางแผนกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพภายในประเทศโดยนำระบบเทคโนโลยีดังกล่าวมาเป็นตัวกลางสำคัญอีกด้วย

แม้แต่เรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน อย่างการถือใบอนุญาตขับขี่ ประเทศเกาหลีใต้ก็อำนวยความสะดวกแก่ประชาชน โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลี จับมือกับกับหน่วยงานการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยการจราจรอย่าง Korea Road Traffic Authority (KoROAD) และผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ของประเทศ สร้างบัตรประจำตัวดิจิทัลใบแรกที่ได้รับอนุญาตให้ใช้งานได้ทั่วเกาหลีใต้ ภายในแอปพลิเคชัน PASS ที่ซึ่งใช้งานได้เหมือนบัตรจริง ๆ ทุกประการ

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ของประเทศหัวก้าวหน้าแห่งนี้ เราก็ต้องมาติดตามกันต่อแล้วล่ะครับว่า สำหรับตอนต่อไปในหน้าประวัติศาสตร์ของแดนกิมจิแห่งนี้จะเป็นไปในทิศทางใด และจะก้าวล้ำนำโลกไปแค่ไหน