🇹🇭 ข่าวในประเทศ

ก.ล.ต. เปิดบทความ อธิบาย 'ชาเลนจ์' ในการกำกับสินทรัพย์ดิจิทัลไทย

Rectangle Template   2023 03 09 T174930.794

สำนักงาน ก.ล.ต. ชี้ 'ความท้าทาย' ในการกำกับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทย อธิบาย 3 ปัจจัย ใช้ปรับปรุงแก้ไขข้อกฎหมาย ให้ทันสมัย ทันต่อการพัฒนาของตลาด

บทความนี้จัดทำโดยฝ่ายกฎหมายผู้ประกอบธุรกิจ และฝ่ายนโยบายสินทรัพย์ดิจิทัลและนวัตกรรมทางการเงิน สำนักงาน ก.ล.ต.

นับเป็นเวลากว่า 5 ปี ตั้งแต่พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 (พ.ร.ก. สินทรัพย์ฯ) มีผลใช้บังคับเมื่อ 14 พฤษภาคม 2561 ซึ่ง ณ ขณะนั้นเริ่มมีการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้ในการทำธุรกรรมหรือให้บริการ เช่น การใช้คริปโทเคอร์เรนซีในการชำระค่าสินค้าหรือบริการ การเสนอขายโทเคน (Initial Coin Offering : ICO) โดยให้สิทธิในการแลกสินค้าหรือบริการ (utility token) หรือสิทธิเข้าร่วมลงทุน (investment token) หรือการประกอบธุรกิจให้บริการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล เป็นต้น การออกกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความคุ้มครองแก่ประชาชน โดยกำกับดูแลด้านการออกเสนอขายโทเคนดิจิทัลและการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ป้องกันการฟอกเงิน รวมไปถึงการตรวจสอบการกระทำอันไม่เป็นธรรมในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล เรียกได้ว่าเป็นการออกกฎหมายเฉพาะที่ครอบคลุมทั้งกระบวนการเป็นประเทศ แรก ๆ ของโลก โดยมีต้นแบบการกำกับดูแลมาจากกฎหมายหลักทรัพย์

พัฒนาการของสินทรัพย์ดิจิทัล

ภายหลังจากที่ พ.ร.ก. สินทรัพย์ฯ มีผลใช้บังคับ โลกของสินทรัพย์ดิจิทัลมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องและก้าวกระโดด โดยปัจจุบันสินทรัพย์ดิจิทัลสกุลหนึ่ง ๆ อาจสามารถใช้งานได้หลายรูปแบบ โดยเป็นทั้งสื่อกลางในการชำระราคาและในขณะเดียวกันก็ให้สิทธิในการแลกสินค้าหรือบริการ มีการประยุกต์ใช้งานสินทรัพย์ดิจิทัลในรูปแบบใหม่ ๆ ซึ่งรวมถึงการนำทรัพย์สินต่าง ๆ เช่น carbon credit, e-voucher และบัตรคอนเสิร์ต เป็นต้น มาแปลงให้อยู่ในรูปของโทเคน (tokenization) เพื่อการใช้งานในลักษณะอุปโภคบริโภค รวมทั้งมีการออกโทเคนที่เรียกว่า Non-fungible token (NFT) ซึ่งผู้ถือ NFT มีสิทธิเป็นเจ้าของสิ่งที่อยู่เบื้องหลังโทเคนนั้น เช่น ที่ดินในจักรวาลนฤมิตร (Metaverse) ตัวละครหรือไอเทมในเกม งานศิลปะ หรือสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ เป็นต้น

เมื่อมองย้อนกลับมาที่กฎหมายฉบับนี้ของไทยและเปรียบเทียบกับพัฒนาการของโลกสินทรัพย์ดิจิทัลจึงเกิดคำถามว่า พ.ร.ก. สินทรัพย์ฯ ที่ออกแบบมาโดยใช้หลักการเดียวกับการกำกับดูแลธุรกรรมในตลาดทุน มีความครอบคลุมและเท่าทันพัฒนาการของโลกสินทรัพย์ดิจิทัลหรือยัง ? รวมทั้งสามารถให้ความคุ้มครองประชาชนอย่างเหมาะสมควบคู่ไปกับการเอื้ออำนวยให้เกิดการใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาของประเทศหรือไม่ ?

การกำกับดูแลตาม พ.ร.ก.สินทรัพย์ฯ ในปัจจุบัน

ปัจจุบัน พ.ร.ก. สินทรัพย์ฯ แบ่งสินทรัพย์ดิจิทัลออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ “คริปโทเคอร์เรนซี” ซึ่งหมายถึง หน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกสร้างขึ้นบนระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าบริการ หรือสิทธิอื่นใด หรือแลกเปลี่ยนระหว่างสินทรัพย์ดิจิทัล และ “โทเคนดิจิทัล” ซึ่งหมายถึง หน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งถูกสร้างขึ้นบนระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) กําหนดสิทธิของบุคคลในการเข้าร่วมลงทุน ในโครงการหรือกิจการใด ๆ (2) กําหนดสิทธิในการได้มาซึ่งสินค้าหรือบริการหรือสิทธิอื่นใดที่เฉพาะเจาะจง ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในข้อตกลงระหว่างผู้ออกและผู้ถือ

ซึ่งเป็นการแบ่งตามการใช้งานที่ยังมีรูปแบบจำกัด ณ สถานการณ์ขณะนั้น โดยสินทรัพย์ดิจิทัลทั้ง 2 ประเภทมีการกำกับดูแลต่างกัน กล่าวคือ คริปโทเคอร์เรนซี ไม่ถูกกำกับดูแลการเสนอขายในตลาดแรก แต่มีการกำกับดูแลเฉพาะผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องและการซื้อขายในตลาดรอง ในขณะที่โทเคนดิจิทัล มีการกำกับดูแลตั้งแต่การออกเสนอขายตลอดจนการนำไปซื้อขายแลกเปลี่ยนกันในตลาดรอง

เมื่อสินทรัพย์ดิจิทัลมีการใช้งานแพร่หลายมากขึ้น จะเห็นได้ว่า การกำหนดนิยามในลักษณะที่กว้างโดยครอบคลุมถึงหน่วยอิเล็กทรอนิกส์ใด ๆ และแบ่งประเภทตามลักษณะการใช้งานจึงทำให้มีสิ่งที่เข้ามาอยู่ภายใต้กำกับดูแลมากขึ้น เช่น การใช้งานสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อประโยชน์ในการอุปโภคบริโภค รวมถึงการแปลงทรัพย์ในโลกจริงให้อยู่ในรูปโทเคน เป็นต้น ซึ่งลักษณะและความเสี่ยงของสินทรัพย์ดิจิทัลกลุ่มนี้ไม่เหมือนผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน การกำกับดูแลในลักษณะเดียวกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนก็อาจไม่เหมาะสม เนื่องจากกลไกการกำกับดูแลไม่สอดคล้องกับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินเหล่านั้น

คณะทำงานปรับปรุงกฎหมาย ว่าด้วยการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล

เพื่อให้ พ.ร.ก.สินทรัพย์ฯ สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับพัฒนาการของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล ก.ล.ต. จึงจัดตั้งคณะทำงานพิจารณาปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (คณะทำงานฯ) เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2565 ประกอบด้วยผู้แทนจากกระทรวงการคลัง คณะกรรมการกฤษฎีกา ธนาคารแห่งประเทศไทย ก.ล.ต ภาคเอกชน และผู้ทรงคุณวุฒิทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง โดยจุดมุ่งหมายของคณะทำงานฯ นี้คือ เพื่อเสนอแนะแนวทางในการกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลที่เหมาะสม สอดคล้องกับพัฒนาการ เอื้ออำนวยให้เกิดการใช้งานเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัล โดยมีการประชุมคณะทำงานฯ อย่างต่อเนื่องจนครั้งล่าสุดในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งในการประชุมของคณะทำงานฯ ได้มีข้อสรุปเกี่ยวกับหลักการในการปรับปรุงกฎหมายที่สำคัญ 3 ประการ ดังนี้

  • ใช้หลักการ Same Risk, Same Rules ในการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะและความเสี่ยงคล้ายกันภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน
  • ใช้แนวทางกำกับดูแลที่สอดคล้องกับสากลซึ่งมาจากการศึกษากฎหมายต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์ และสหภาพยุโรป เป็นต้น
  • ปรับปรุงบทบัญญัติที่มีปัญหาในการบังคับใช้และโทษต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับลักษณะ ความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์และกิจกรรมที่กำกับดูแล

ก.ล.ต. จึงนำหลักการตามที่คณะทำงานฯ วางกรอบไว้ข้างต้น มาใช้ดำเนินการปรับปรุง พ.ร.ก. สินทรัพย์ฯ ตามกรอบหลักการดังกล่าว ซึ่งผลจากการปรับปรุงกฎหมายนั้น ก.ล.ต. คาดหวังว่าจะทำให้การกำกับดูแลมีประสิทธิภาพ สามารถคุ้มครองผู้ลงทุนได้อย่างเหมาะสม สอดรับกับพัฒนาการของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีการเปลี่ยนแปลงไป และเอื้ออำนวยให้เกิดการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างก้าวไกลต่อไป

ติดตาม CryptoSiam
เพื่อให้ไม่พลาด ทุกข่าวสาร วงการคริปโต
แท็ก:
ข่าวต่อไป

บทความที่เกี่ยวข้อง

Tom Lee มั่นใจ Crypto Supercycle ยังมาแน่ หลัง Bitmine ทุ่มซื้อ Ethereum ครั้งใหญ่สุดของปี 2026
นักวิเคราะห์ชี้ Bitcoin ร่วงสอดคล้องดีลขาย ETF ลับมูลค่า 1.3 พันล้านดอลลาร์
วาฬ Ethereum เปิดชอร์ตมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ ขณะ Vitalik Buterin ลั่น Ethereum Foundation จะ “ขาย ETH น้อยลง”
ความผันผวน Bitcoin ร่วงต่ำสุดในรอบ 8 เดือน ตลาดกำลังรอการเบรคครั้งใหญ่?