Bitcoin นั้นไม่สามารถทำหน้าที่เป็นสกุลเงินรวม หรือ Inclusive Currency สำหรับผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการของธนาคารได้เนื่องจากความผันผวนของมัน โดยผู้ออกมาแสดงวิสัยทัศน์ในครั้งนี้ก็คือ Ajay Banga CEO ของตัวกลางในระบบการโอนเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่อย่าง Mastercard ซึ่งเขานั้นได้กล่าวถึงประเด็นข้างต้นในระหว่างการประชุม Fortune Global Forum โดยเน้นย้ำว่าพวกเรานั้นยังไม่รู้กันด้วยซ้ำว่าใครกันแน่ที่เป็นคนอยู่เบื้องหลังสกุลเงินดิจิทัลประเภทนี้

“ผมไม่ใช่คนที่ศรัทธาในความผันผวน หรือแม้แต่ในเรื่องที่ไม่มีความโปร่งใสว่าใครคือคนที่มีความเกี่ยวข้องกับสกุลเงินนี้บ้าง ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงเลือกที่จะเชื่อมั่นในสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง”

นอกจากนี้ Banga ยังเปิดเผยว่า Mastercard มีคลังสิทธิบัตรที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับ CBDC และนั่นอาจช่วยอธิบายได้ว่าทำไมเขาถึงมีความเชื่อมั่นในสกุลเงินดังกล่าวมากนัก

อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ CEO รายนี้ไม่เชื่อมั่นใน BTC

เมื่อถามถึง Bitcoin ในฐานะที่มีความเป็นไปได้ในการเป็นทางออกที่ช่วยให้ผู้คนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้นั้น Banga ก็ระบุว่า แท้ที่จริงแล้วสกุลเงินดิจิทัลไม่เป็นไปตามข้อตกลงของเหล่า Unbabanked เลยแม้แต่น้อย โดยเขาหยิบยกตัวอย่างที่แปลกประหลาดเกี่ยวกับขวดโค้กเพื่อแสดงให้เห็นถึงความผันผวนของราคา

Ajay Banga CEO ของ Mastercard
"คุณนึกภาพออกไหมว่ากลุ่มคนที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินโดยการเลือกใช้บริการผ่านสกุลเงินที่อาจมีราคาเทียบเท่า โคคา – โคลาเพียงสองขวด ณ ปัจจุบัน แต่ต่อจากนั้นราคากลับพุ่งสูงเทียบเท่า 21 ขวดในวันต่อมา ซึ่งนั่นไม่ใช่วิธีที่จะทำให้สามารถเข้าถึงบริการเหล่านั้นได้ การกระทำเช่นนั้นเป็นวิธีที่จะทำให้ผู้คนเหล่านั้นกลัวระบบการเงินต่างหากล่ะ"

แล้วทำไม CBDC จึงมีบทบาทให้เรื่องนี้มากกว่า

Banga มีมุมมองที่ชัดเจนเกี่ยวกับความ “ไม่โปร่งใส” ของสกุลเงินดิจิทัลมาเป็นเวลาหลายปี โดยเมื่อปี 2017 เขาได้เรียกหน่วยงานควบคุมดูแลสกุลเงินดิจิทัลที่ไม่ใช่หน่วยงานรัฐบาลว่า “ขยะ” และเมื่อปี 2018 เขายังเปรียบเทียบหน่วยงานเหล่านั้นเป็น "งู" โดยกล่าวว่าพวกเขาไม่ "สมควร" ถูกเรียกว่าสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน

แม้ในปี 2019 ซึ่งดูเหมือนว่าจุดยืนของ Mastercard เกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลนั้นได้เปิดกว้างมากขึ้น ด้วยการกลายเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งโครงการ Libra ของ Facebook แต่แล้วในเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา ผู้ให้บริการระบบชำระเงินรายดังกล่าวก็ลาถอยจากโครงการไปพร้อมกับ Visa, Stripe และ Paypal โดยอ้างว่าโครงการนี้ขาดความโปร่งใส ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ทางบริษัทเหล่านั้นไม่ร่วมดำเนินการโครงการดังกล่าวต่อ

แต่สำหรับ CBDC นั้นแตกต่างออกไป โดย Banga เชื่อว่าหากสกุลเงินในรูปแบบธรรมดาถูกเปลี่ยนให้ไปอยู่ในรูปแบบดิจิทัล พวกเขาจะ “ช่วยให้เกิดกระแสการซื้อขายข้ามพรมแดน” เขากล่าวเสริมว่า “วิธีการเข้าถึงบริการทางการเงินของแต่ละบุคคลนั้นมีความแตกต่างกันออกไปหลากหลายรูปแบบ”

นอกจากนี้ CEO Mastercard ยังได้ยืนยันว่าทางบริษัทได้ "ลงทุนเงินจำนวนมาก" ไปกับ CBDC เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“วันนี้เราเป็นหนึ่งในผู้ถือสิทธิบัตรรายใหญ่ที่สุดในพื้นที่การให้บริการสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง”

Banga ระบุว่าทาง Mastercard ได้เปิดตัวโครงการทดสอบ CBDC Sandboxไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งโครงการข้างต้นจะช่วยให้ธนาคารกลางและธนาคารพาณิชย์สามารถสำรวจ CBDC ร่วมกันได้ ตัวอย่างเช่น “การโอนเงินข้ามพรมแดน” โดยระบบจะทำการจำลองสภาพแวดล้อมการทำธุรกรรมประเภทต่าง ๆ เพื่อให้ธนาคารกลางประเมินการใช้งาน CBDC ได้ แต่ทว่ายังไม่มีความชัดเจนว่ามีธนาคารใดบ้างที่ได้ใช้ระบบทดสอบตัวดังกล่าว