กระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา (The United States Department of Justice - DoJ) เพิ่งขอให้เขตทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนียยึด Bitcoin มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์จากแฮกเกอร์ไร้ชื่อ โดย DoJ ได้มีคำร้องให้ปิดกั้นCryptocurrency หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น Bitcoin (BTC) มูลค่าประมาณ 69,370.22491534 เหรียญ , Bitcoin Gold (BTG), Bitcoin SV (BSV) และ Bitcoin Cash (BCH)

บุคคลผู้ที่อยู่เบื้องหลังกระเป๋าสตางค์ที่เรียกว่า “Individual X” ถูกกล่าวหาว่าสามารถแฮ็ก The Silk Road เพื่อขโมยสกุลเงินดิจิทัล โดย Individual X นั้นได้ทำการยินยอมที่จะลงนามในกองทุนเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาทำให้กองทุนดังกล่าวกลายเป็นการยึดสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ Bitcoin

Silk Road คืออะไร?

The Silk Road ในที่นี้นั้นไม่ใช่เส้นทางสายไหม หรือชุดเส้นทางการส่งการค้า และวัฒนธรรมอย่างที่เราคิด แต่ทว่ามันเป็นตลาดมืดออนไลน์ และเป็นตลาด Darknet สมัยใหม่แห่งแรกซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะแพลตฟอร์มสำหรับขายยาผิดกฎหมาย ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของเว็บมืด มันถูกดำเนินการในฐานะบริการซ่อนทอร์เพื่อให้ผู้ใช้ออนไลน์สามารถเรียกดูได้โดยไม่ระบุตัวตน และปลอดภัยโดยไม่ต้องมีการตรวจสอบปริมาณการใช้งาน เว็บไซต์ดังกล่าวนั้นเปิดตัวในเดือนกุมภาพันธ์ 2011 จนมาถึงปี 2013

เส้นทางการยึดสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

ที่อยู่กระเป๋าเงิน Bitcoin “1HQ3Go3ggs8pFnXuHVHRytPCq5fGG8Hbh” ซึ่งถูกผูกเอาไว้กับ Silk Road ตลาดเว็บมืดที่อำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมสินค้าผิดกฎหมาย แถมยังเป็นที่อยู่กระเป๋าเงินที่ใหญ่เป็นอันดับสี่ของ Bitcoin ด้วยสินทรัพย์คริปโตที่นอนก้นมีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ นั้นอยู่เฉย ๆ มาเป็นเวลาประมาณห้าปี จนถึงไม่กี่วันที่ผ่านมา

Ciphertrace ได้รายงานว่า เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน มี BTC ถูกย้ายออกไปจากกระเป๋าใบนี้ถึงสองครั้ง และมีมูลค่าเกือบหนึ่งพันล้านดอลลาร์ โดยตรวจพบเจอว่าผู้ใช้ Crypto ที่ไม่ระบุชื่อได้ส่งธุรกรรมทดสอบใน 1 BTC เป็นครั้งแรกก่อนที่จะย้ายอีก 69,369 Bitcoin จากที่อยู่กระเป๋าเงิน Silk Road ในครั้งต่อมา

โดยก่อนหน้านี้ Chainalysis บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลด้านบล็อกเชนเป็นผู้สนับสนุนหลักให้เหล่าเจ้าหน้าที่ผู้ผดุงความยุติธรรมสามารถระบุกระเป๋าเงินที่ใหญ่ที่สุดที่เชื่อมต่อกับ Silk Road ได้ และในคราวนี้บริษัทดังกล่าวก็ทำการใช้เทคโนโลยีของพวกเขาอย่าง Chainalysis Reactor ในการติดตามเงินที่ไหลออกจาก Silk Road ไปยังกระเป๋าเงินใบอื่น จนท้ายที่สุดก็ตรวจเจอมันในกระเป๋าเงินของ Individual X

จากนั้นพบว่า Individual X ได้นำเงินที่เขาโจรกรรมไปมาชำระบัญชีเงินบางส่วนไปแล้ว แต่เงินส่วนใหญ่ก็ยังคงอยู่ในกระเป๋าเงิน เนื่องจากราคาของ Bitcoin พุ่งสูงขึ้นเขาจึงรอที่จะเกร็งกำไรก่อน แต่ทว่ามันกลับไม่ทันการณ์ เพราะท้ายที่สุด BTC เหล่านั้นก็ถูกยึด และย้ายไปที่กระเป๋าเงินของรัฐบาลสหรัฐฯ แทน

และด้วยการยึดทรัพย์สินดิจิทัลในครั้งนี้ ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ได้กลายเป็นหนึ่งในผู้ถือ BTC รายใหญ่ที่สุด