ตั้งแต่การกำเนิดของเทคโนโลยีที่ทันสมัยในปี ค.ศ. 1970 วิดีโอเกมนั้นแม้จะไม่เป็นที่แพร่หลายเท่ากับคอมพิวเตอร์ก็ตาม แต่ก็ตามมาอย่างติดๆและเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงห้าทศวรรษที่ผ่านมา ธุรกิจเทคโนโลยีกระแสหลักและอุตสาหกรรมบันเทิงอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ได้ปรับเปลี่ยนลักษณะการดำรงชีวิตของพวกเราไปอย่างสิ้นเชิง วันนี้เรามาดูกันดีกว่า ว่าเทคโนโลยีเพื่อความบันเทิงเหล่านี้ มีอำนาจขนาดไหน

เรื่องเล่นๆ แต่รายรับไม่เล่น

เกม ถือเป็นอุตสาหกรรมความบันเทิงที่ใหญ่ที่สุดเลยก็ว่าได้ ด้วยรายรับต่อปีมากกว่า 150 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมด้านความบันเทิงอื่นๆแล้ว ถือว่าชนะแบบขาดลอยเพราะวงการเกมทั่วโลกขณะนี้มีขนาดใหญ่กว่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่รายได้รวมการขายตั๋วทั่วโลกอยู่ที่ 42.5 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2562 มากกว่า 2 เท่าและแม้แต่ธุรกิจด้านเพลงทั่วโลกก็ยังไม่สามารถท้าทายความยิ่งใหญ่ของเกมได้ เพราะมีรายได้เพียง 19.1 พันล้านดอลลาร์ในปี 2561 ซึ่งนับรวมถึงการสตรีมมิ่งเพลงแล้วนะ

ทุกวันนี้มีคนประมาณ 2.5 พันล้านคนที่เล่นเกม แม้ว่าหลายๆคนจะไม่คิดว่าตัวเองเป็น "นักเล่นเกม" ก็ตาม ซึ่งเหล่าบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่รู้ถึงเรื่องนี้ดีและจริงจังกับเรื่องเล่นๆเหล่านี้เป็นอย่างมาก โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Amazon, Apple, Facebook หรือแม้แต่ Google ได้เข้าร่วมกับ Microsoft ในการทำให้เกมนั้นมีความสำคัญต่อกลยุทธ์การดำเนินงานขององค์กรและในปี 2020 เกมจะกลายเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่ากำไรของพวกเขา

แล้วบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้กำลังทำอะไร?

Amazon

บริษัท Amazon ลงทุนในธุรกิจด้านเกมตั้งแต่ปี 2014 หลังจากซื้อกิจการ Twitch แพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์คอนเทนต์เกมและจนวันนี้ Twitch ก็เติบโตเหนือกว่าคู่แข่งอย่างชัดเจนด้วยยอดผู้เข้าชมวิดีโอกว่า 9,340 ล้านชั่วโมงต่อปี ครอบครองส่วนแบ่ง 73% ของตลาดสตรีมมิ่ง

นอกจากนั้นพวกเขายังให้บริการพื้นที่จัดเก็บฐานข้อมูลบนระบบคลาวด์ที่ชื่อว่า Amazon Web Services (AWS) ซึ่งผู้พัฒนาเกมรายใหญ่ต่างเป็นลูกค้าของบริการนี้ เรียกได้ว่าทุกครั้งที่คนเล่นเกมออนไลน์ บริการของ AWS ก็จะถูกใช้ไปด้วย ซึ่งธุรกิจนี้มีอัตรากำไรสูงกว่า E-commerce เสียอีกนะ

Alphabet (บริษัทแม่ของ Google)

บริษัทผู้เป็นเจ้าของ YouTube แพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์ใหญ่สุดของโลก ซึ่งมีผู้ติดตามคอนเทนต์เกี่ยวกับเกมราว 250 ล้านคนต่อวัน และในขณะนี้ก็ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ YouTube Gaming เพื่อรองรับการสตรีมเกมโดยเฉพาะครองส่วนแบ่งตลาด 21% เป็นอันดับ 2 รองจาก Twitch โดยมีคนเข้าดูวิดีโอ 2,681 ล้านชั่วโมงต่อปี

แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่สร้างความตื่นเต้นให้วงการ เพราะแท้ที่จริงแล้วความยิ่งใหญ่ของ Alphabet คือการเปิดตัวธุรกิจแพลตฟอร์มเกมบนคลาวด์ชื่อว่า Stadia เมื่อปลายปี 2019 ที่ทั่วโลกต่างคาดการณ์ว่าบริการนี้อาจทำให้รูปแบบการเล่นเกมเปลี่ยนไป เนื่องจากเราสามารถซื้อเกมมาเล่นได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องมีคอมพิวเตอร์ราคาสูงเพราะเจ้า Stadia นั้นจะคอยประมวลผล และปรับรายละเอียดคุณภาพเกมให้เหมาะกับอุปกรณ์ที่ผู้เล่นใช้งาน

Apple

ธุรกิจเกมนั้นสร้างรายได้ทางอ้อมให้กับ Apple อย่างมหาศาล เพราะในปี 2019 มีคนใช้จ่ายผ่าน App Store เกี่ยวกับเกมคิดเป็นเงิน 1.2ล้านล้านบาท หรือ 70% ของแอปทั้งหมด และ Apple เองก็ไม่รอช้า พร้อมขยายธุรกิจไปยังอุตสาหกรรมเกมแบบเต็มตัวด้วยการเปิดตัวแพลตฟอร์มเกมออนไลน์ ชื่อว่า Apple Arcade ที่ใช้ระบบ Subscription เขามาเป็นทางเลือกทำให้ผู้ใช้เล่นเกมอะไรก็ได้บนทุกอุปกรณ์ของแบรนด์ Apple ในราคาเพียง 150 บาทต่อเดือน

Facebook

ฟีเจอร์วิดีโอออนไลน์เกี่ยวกับเกมอย่าง Facebook Gaming นั้นเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2018 และมีผู้เข้าชมวิดีโอ 700 ล้านรายต่อเดือน

แม้ Facebook Gaming จะมีส่วนแบ่งตลาดแค่ 3% เท่านั้น แต่ในอนาคตต้องจับตาดูกันว่า Facebook นั้นจะออกหมัดอย่างไร เพราะล่าสุดเพิ่งซื้อกิจการ PlayGiga แพลตฟอร์มเกมบนคลาวด์จากประเทศสเปนไปหมาดๆด้วยมูลค่า 2,400 ล้านบาท

Microsoft

Microsoft อยู่ในธุรกิจเกมมาตั้งแต่ปี 2001 จากการเป็นผู้พัฒนาคอนโซลเครื่องเล่นเกมอย่าง Xbox ที่ปัจจุบันมียอดขายรวมทุกรุ่นมากกว่า 155 ล้านเครื่อง ซึ่ง Microsoft เองก็อยู่ระหว่างพัฒนาธุรกิจเกมบนคลาวด์เช่นเดียวกัน โดยคาดว่าน่าจะเปิดตัวบริการชื่อว่า xCloud ได้ในปลายปีนี้

พี่จีนนั้นไม่ธรรมดา

แม้ยักษ์ให้ของวงการเทคโนโลยีจะแข่งขันกันดุเดือดแค่ไหนก็ตาม แต่หารู้ไม่ว่ายังไม่มีใครสู้กับเจ้าแห่งเกมตัวจริงอย่าง Tencent บริษัทเทคโนโลยีจากประเทศจีนได้เพราะพวกเขามีเกมดังๆในมือมากมายไม่ว่าจะเป็น Fortnite, PlayerUnknown’s Battlegrounds, Arena of Valor (RoV), League of Legends, Honor of Kings, Clash of Clans ส่งผลให้ Tencent ครองตำแหน่งสูงสุดของอุตสาหกรรม มีรายได้จากธุรกิจเกมสูงถึง 612,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

รู้แบบนี้แล้ว รอติดตามชมตอนต่อไปกันได้เลยว่าแต่ละบริษัทนั้นจะต่อกรกันอย่างไร ในเมื่ออุตสาหกรรมเล่นๆตัวนี้ มันช่างหอมหวานเหลือเกิน