แม้บางประเทศอาจจะมองข้ามการนำเทคโนโลยีทางการเงินรูปแบบใหม่ ๆ มาใช้กับการบริหารประเทศ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กำลังจะทำ โดยพวกเขาได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเค็นเพราะเป็นการแสดงออกที่ดีของเศรษฐกิจบนฐานข้อมูล
แม้ว่าก่อนหน้านี้การมีอยู่ของสกุลเงินดิจิทัล และการ Tokenization สำหรับสินทรัพย์นั้นจะดูเป็นเรื่องหน้าเหลือเชื่อ แต่ทว่าปัจจุบันมันได้กลายมาเป็นเรื่องจริงแล้ว ซึ่งทำให้ Piyush Gupta ผู้เป็นซีอีโอของ DBS บริษัทธนาคารข้ามชาติของสิงคโปร์มองเห็นหนทางที่มันจะเติบโตต่อไปในอนาคต
ข้อมูลตลาดล่าสุดชี้ว่า Bitcoin เริ่มแสดงสัญญาณแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับทองคำ หลังอัตราส่วน BTC–ทองคำฟื้นตัวจากแนวรับสำคัญ ขณะที่กระแสเงินทุนเริ่มไหลเข้าสู่ Bitcoin ETF อีกครั้ง ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

ข้อมูลตลาดระบุว่าการลงทุนใน Bitcoin มักต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปีจึงมีโอกาสสร้างกำไรได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากความผันผวนระยะสั้นอาจทำให้นักลงทุนที่เข้าซื้อใกล้จุดสูงสุดต้องเผชิญกับการขาดทุนในช่วงแรก

ข้อมูลจาก Bitwise ระบุว่า นักลงทุนที่ถือ Bitcoin อย่างน้อย 3 ปี มีโอกาสขาดทุนเพียง 0.7% ขณะที่ผู้ที่ถือ 3–5 ปียังคงมีกำไรเฉลี่ยราว 90% แม้ราคาจะปรับฐานแรงรอบล่าสุด

แม้ตลาดคริปโตจะอยู่ในช่วงขาลงต่อเนื่องหลายเดือน แต่ข้อมูลบล็อกเชนชี้ว่า “วาฬ Bitcoin” ได้กลับมาซื้อสะสมเหรียญอีกครั้งกว่า 236,000 BTC นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2025 โดยข้อมูลคำสั่งซื้อเฉลี่ยบนตลาด Spot บ่งชี้ถึงการกลับมาของนักลงทุนรายใหญ่


ข้อมูลบล็อกเชน ชี้ว่า Ether อาจมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปทดสอบระดับ $2,800 ซึ่งเป็นโซนที่มีการซื้อเหรียญจำนวนมาก แต่ข้อมูลจากตลาด Futures ยังสะท้อนว่านักเทรดยังคงไม่กล้าเสี่ยง ทำให้โอกาสเกิดการพุ่งขึ้นแรงยังไม่ชัดเจน

มหาเศรษฐี Stanley Druckenmiller มองว่า Stablecoins และเทคโนโลยีบล็อกเชนอาจกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบชำระเงินโลกภายใน 10–15 ปี เนื่องจากความรวดเร็วและต้นทุนต่ำกว่าระบบธนาคารแบบเดิม