เงินทุนที่ไหลเข้าสู่บริษัทคลังสินทรัพย์ดิจิทัล ลดลงเหลือประมาณ 555 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2024 โดย Bitcoin ยังคงเป็นสินทรัพย์หลักที่ถูกนำมาใช้ในกลยุทธ์คลังสินทรัพย์ของบริษัทเหล่านี้
Bitcoin ร่วงกว่า 22% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา และอาจยังไม่ถึงจุดต่ำสุด เมื่อ Peter Brandt นักเทรดรุ่นเก๋าเตือนถึงสัญญาณแรงขายจากนักลงทุนสถาบัน ขณะเดียวกัน นักขุดและกองทุน ETF ในสหรัฐฯ ต่างลดการถือครอง BTC ซึ่งเพิ่มแรงขายเข้าสู่ตลาด
Nasdaq ให้เวลาบริษัท 180 วันจนถึงเดือนมิถุนายน 2026 เพื่อให้ราคาหุ้นกลับมาสูงกว่า 1 ดอลลาร์ มิฉะนั้นอาจถูกเพิกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์ ขณะที่หุ้นร่วงกว่า 98% จากจุดสูงสุดหลังควบรวมกับ Nakamoto Holdings
Strategy เตรียมระดมทุนสูงสุด $4.4 หมื่นล้าน ผ่านหุ้นและตราสารทางการเงิน เพื่อเดินหน้าสะสม Bitcoin ต่อเนื่อง หลังซื้อเพิ่มแล้วกว่า 90,000 BTC ในปีนี้

ข้อมูลตลาดล่าสุดชี้ว่า Bitcoin เริ่มแสดงสัญญาณแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับทองคำ หลังอัตราส่วน BTC–ทองคำฟื้นตัวจากแนวรับสำคัญ ขณะที่กระแสเงินทุนเริ่มไหลเข้าสู่ Bitcoin ETF อีกครั้ง ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

ข้อมูลตลาดระบุว่าการลงทุนใน Bitcoin มักต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปีจึงมีโอกาสสร้างกำไรได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากความผันผวนระยะสั้นอาจทำให้นักลงทุนที่เข้าซื้อใกล้จุดสูงสุดต้องเผชิญกับการขาดทุนในช่วงแรก

ข้อมูลจาก Bitwise ระบุว่า นักลงทุนที่ถือ Bitcoin อย่างน้อย 3 ปี มีโอกาสขาดทุนเพียง 0.7% ขณะที่ผู้ที่ถือ 3–5 ปียังคงมีกำไรเฉลี่ยราว 90% แม้ราคาจะปรับฐานแรงรอบล่าสุด

แม้ตลาดคริปโตจะอยู่ในช่วงขาลงต่อเนื่องหลายเดือน แต่ข้อมูลบล็อกเชนชี้ว่า “วาฬ Bitcoin” ได้กลับมาซื้อสะสมเหรียญอีกครั้งกว่า 236,000 BTC นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2025 โดยข้อมูลคำสั่งซื้อเฉลี่ยบนตลาด Spot บ่งชี้ถึงการกลับมาของนักลงทุนรายใหญ่


ภูฏานโอน Bitcoin ออกอีกกว่า 519 BTC มูลค่าราว 37 ล้านดอลลาร์ ต่อเนื่องจากการขายตลอดเดือนมีนาคม ส่งผลให้ทุนสำรองลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากจุดสูงสุดในปี 2024

ข้อมูลชี้ Bitcoin ถูกถอนออกจากกระดานเทรดต่อเนื่อง สะท้อนการสะสมระยะยาวของนักลงทุน แม้แรงซื้อยังไม่มากพอให้ราคาเปลี่ยนเป็นขาขึ้นเต็มตัว