ระบบ DeFi และ DLT กำลังจะมาแทนที่ธนาคาร

เจ้าหน้าที่กำกับดูแลสกุลเงินแห่งสหรัฐอเมริการะบุว่าแนวโน้มของการยอมรับเทคโนโลยีทางการเงินประเภทใหม่ๆกำลังจะไหลเข้าสู่ในกระแสหลัก ซึ่งนั่นจะนำความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงมาสู่วงการการเงินและธนาคาร

Brian Brooks ชายผู้ดำรงตำแหน่งรักษาการประจำกรสำนักงานบัญชีกลางสหรัฐอเมริกา หรือ Office of the Comptroller of the Currency (OCC) ออกมาเปิดเผยถึงบทบาทของสถาบันการเงินที่กำลังจะเปลี่ยนไปในไม่ช้า พร้อมกับความนิยมของสกุลเงินดิจิทัล และระบบ Decentralized Finance (DeFi) ที่กำลังจะเข้ามาแทนที่สิ่งเดิม ๆ

สุดท้าย DeFi จะมาแทนที่สถาบันการเงินรูปแบบเดิม

ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ของ Brooks ในงาน DC Fintech Week เขาได้อธิบายว่าในภาคอุตสาหกรรมที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปีนี้อย่าง Decentralized Finance (DeFi) นั้นจะใช้เวลาอีกไม่นานในการทำให้ระบบการให้บริการธนาคารแบบดั้งเดิมเริ่มล้าสมัย โดยในอนาคตอันใกล้นี้ระบบ Distributed Ledger Technologies (DLT) เองก็จะเข้ามายกระดับในด้านการให้บริการทางการเงินมาก ซึ่งผลที่ตามมาจะทำให้บทบาทของธนาคารที่มีความสำคัญหลายแห่งถูกกำจัดไป ระบบดังกล่าวจะกลายมาเป็นศูนย์กลางของอำนาจแทน และสามารถจัดการทุกอย่างของด้านการเงินในที่สุด

“พวกเรามองเห็นอนาคตที่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครสามารถหยุดยั้งพลังของระบบ Decentralization ได้อีก นิยามของเครือข่าย Decentralizationก็คือถูกกว่า, เร็วกว่า และยืดหยุ่นกว่าโครงสร้างของระบบ Centralized ในทุกรูปแบบ”

Brooks ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงบทบาทของธนาคารต่อสังคมในภาพรวมเองก็จะมีการเปลี่ยนแปลงท่ามกลางการ Disruption ของนวัตกรรมอย่าง DeFi และStablecoins โดยเขาระบุไว้ว่า

“มนุษย์ต้องการใช้บริการที่เกี่ยวข้องกับการเงินเท่านั้น พวกเขาไม่ได้ต้องการธนาคาร”

เพื่อชี้แจงถึงประเด็นของตัวเขาเองเกี่ยวกับวิธีที่เครือข่าย Decentralized ขับเคลื่อนด้วย Blockchain จะเข้ามาขัดขวางสถาบันทางการเงินให้ชัดเจนยิ่งขึ้น Brooks จึงทำการอธิบายอย่างละเอียดว่ายุคดิจิทัลในปัจจุบันได้มอบบริการที่อัลกอริทึมสามารถเข้ามาแทนที่บทบาทของธนาคารได้ ซึ่งก่อนหน้านี้บทบาทดังกล่าวจะเป็นหน้าที่ของบุคคลที่สาม

“มันเป็นไปได้แล้วที่คุณจะแค่เข้าเว็บไซต์ออนไลน์ โดยพูดว่า ‘เฮ้! ฟังนะฉันมีเงิน 10,000 เหรียญ และฉันอยากได้กำไรคืน 5 เปอร์เซ็นต์’ […] จากนั้นอัลกอริทึมก็จะตามหาคนมาทำหน้าที่ดังกล่าวให้ และทันใดนั้นก็จะไม่มีเงินไหลเข้าสู่ธนาคารอีกเลย”

แล้ว CBDC จะเป็นส่วนหนึ่งในยุค New Digital Normal หรือไม่?

ในขณะนี้ สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง หรือ Central Bank Digital Currencies (CBDCs) จะกำลังเป็นที่ฮือฮาในหมู่ประเทศต่าง ๆ ที่กำลังพยายามจะพัฒนาสกุลเงินไปพร้อมกับการปฏิวัติยุคดิจิทัลด้วยมือของพวกเขาเอง Christine Lagarde ประธานธนาคารกลางแห่งยุโรป (ECB) ก็ออกมากล่าวว่าถึงแรงจูงใจเบื้องหลังของการมี CBDCs ของสหภาพยุโรปเอาไว้ว่า

“มันเป็นแค่การทำให้สกุลเงินของเราปรับตัวเข้ากับยุคดิจิทัลให้ได้ เมื่อเราเห็นว่าการชำระเงินในรูปแบบดิจิทัลแพร่กระจายไปรวดเร็วแค่ไหน มันจึงสำคัญมากที่ทางเราต้องตอบสนองตามความต้องการเหล่านั้นให้ทันท่วงที”

ด้วยเหตุนี้เอง สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางจึงกลายเป็นหัวข้อที่มีการพูดถึงแค่เฉพาะเหล่าธนาคารกลางทั่วโลกเท่านั้น เนื่องจากนักลงทุนทั้งหลายต่างพุ่งความสนใจไปที่เหล่า Cryptocurrency ที่มีความชัดเจนกว่า แถมยังมีแนวโน้มในการเป็นกองทุนที่มีการป้องกันความเสี่ยงที่ดีได้อีกด้วย

Read more about:

Involve

เทรดคริปโตให้เป็นเรื่องง่าย

สวัสดี 🇹🇭 ประเทศไทย พวกเราขอใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. แล้วนะ

อ่านเพิ่มเติม
Sponsored

🔥 เป็นที่นิยมในปัจจุบัน

ราคา crypto

เข้าร่วมชุมชนของเรา

Engage with people also reading CryptoSiam and discuss about what’s going on right now in crypto space.

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ General

The merge

The Merge เกิดขึ้นแล้ว! มาดูกันผ่านไป 1 ช.ม. มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง?

ผ่านไปแล้ว 1 ชั่วโมงกับ 'The Merge' มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง? หลังการอัปเกรดครั้งประวัติศาสตร์ Ethereum ที่แฟนๆ รอคอย ที่บอกเลย ไม่ได้มีแค่ราคาที่เปลี่ยน!

Ethereum จะทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในเดือนกันยายน?

ราคา Ethereum หลังการอัปเกรด The Merge จะเป็นอย่างไร? จะสามารถพลิกแซงหน้า Bitcoin ได้หรือไม่?
ปริมาณบิทคอยน์ (Bitcoin) บน Exchange หดหนัก

ปริมาณบิทคอยน์ (Bitcoin) บน Exchange หดหนัก

ปริมาณบิทคอยน์ (Bitcoin) ที่คงเหลืออยู่บนกระเป๋าเงินในแพลตฟอร์ม Exchange นั้นน้อยลงเข้าไปทุกวัน ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้มักส่อแววว่าจะมี ‘ข่าวดี’
สุดช็อค! บริษัทคริปโต BlockFi เป็นหนี้ 1.8 พันล้านดอลลาร์

สุดช็อค! บริษัทคริปโต BlockFi เป็นหนี้ 1.8 พันล้านดอลลาร์

บริษัทคริปโต BlockFi เป็นหนี้อยู่สูงถึง 1.8 พันล้านดอลลาร์ แถมอาจจะขาดทุนได้อีก 600 ล้านดอลลาร์หลังจากนี้