Join our Telegram Channel

Chat with community about the latest news!

Click here to join

Join Now

จีนเปลี่ยนการแบน Bitcoin เพื่อสร้างรถยนต์ไฟฟ้า

Share article:
LinkedIn Facebook Twitter

กุ้ยโจวเป็นมณฑลแรกในประเทศจีนที่ประกาศโครงการเปลี่ยนพลังงานจากการแบน Bitcoin เพื่อสร้างรถยนต์ไฟฟ้า โดยตั้งเป้าติดตั้งสถานีชาร์จ EV 38,000 แห่งภายในปี 2023

Share this article
LinkedIn Facebook Twitter
จีนเปลี่ยนการแบน Bitcoin เพื่อสร้างรถยนต์ไฟฟ้า

กุ้ยโจวเป็นมณฑลทางใต้ที่ผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำเพิ่งประกาศแผนการเปลี่ยนการแบน bitcoin เพื่อสร้างรถยนต์ไฟฟ้า โดยสร้างสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV โดยตั้งเป้าอย่างน้อย 4,500 แห่งภายในปี 2021 เพิ่มขึ้นเป็น 5,000 แห่งในปี 2022 และ 5,500 แห่งในปีถัดไป

การเปลี่ยนพลังงานจากการแบน Bitcoin เพื่อสร้างรถยนต์ไฟฟ้า

การปราบปรามการขุด bitcoin ของปักกิ่งทำให้ประเทศจีนมีกระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมากกว่า 50 เทราวัตต์ต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นปริมาณที่เพียงพอสำหรับเมืองอุตสาหกรรมที่มีประชากร 1 ล้านคนเป็นเวลาถึง 33 ปี 

จีนถือเป็นประเทศแรก ๆ ที่มีมาตรการเด็ดขาดในการปราบปรามการขุด crypto โดยมีการบังคับใช้กับกลุ่มที่ที่แสวงหากำไรจากการขุดบิทคอยน์ และอำนาจเพื่อผลักดันออกนอกประเทศ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ปกครองมณฑลกุ้ยโจวนำเงินที่ยึดมาได้จากการแบน bitcoin เพื่อสร้างรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของเมืองที่มีประชากร 38 ล้านคน

การปราบปรามเหมือง bitcoin ที่ใช้พลังงานมาก และการใช้ความจุส่วนเกินเพื่อสนับสนุนการพัฒนาในอนาคตเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดกลยุทธ์ที่จีนพยายามบรรลุเป้าหมายที่ต้องการเป็นกลางของคาร์บอน

แผนการขยายโครงการ EV ในอนาคต

กุ้ยโจว ซึ่งเป็นหนึ่งในระดับรายได้ต่อหัวที่ต่ำที่สุดของประเทศ ตั้งเป้าที่จะติดตั้งสถานีชาร์จ EV 38,000 แห่งภายในปี 2023 โดยติดตั้งอย่างน้อยหนึ่งแห่งในแต่ละเมืองและ 20% ของพื้นที่จอดรถในห้างสรรพสินค้า

ทางการจีนเปลี่ยนพลังงานที่ได้จากการแบน bitcoin เพื่อสร้างรถยนต์ไฟฟ้า ให้กลายเป็นพลังงานเพื่อขับเคลื่อนประเทศ

โดยมีการเปิดเผยว่ามีการเพิ่มจำนวนสถานีชาร์จ EV ของรัฐและเอกชนมากกว่า 47% ในปีที่ผ่านมา ถึงแม้โครงสร้างส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่และภูมิภาคที่ร่ำรวยที่สุดก็ตาม 

ในปัจจุบัน เมืองหลวงอย่างปักกิ่งกำลังผลักดันทำให้ EVs เป็นที่นิยม โดยตั้งเป้าให้รถยนต์สามในห้าคันในประเทศใช้เชื้อเพลิงที่ไม่ใช่ฟอสซิลภายในปี 2030 ซึ่งคิดเป็น 50% เมื่อเทียบกับเป้าหมายเดียวกันของสหรัฐอเมริกา

Read more about: