ทุกธนาคารกลางควรแบนการซื้อขาย Bitcoin

Share article:
LinkedIn Facebook Twitter

อดีตสมาชิกรัฐสภาอังกฤษ Nick Boles ดูเหมือนจะไม่ชอบ Bitcoin เอาเสียเลย และเขามองว่าธนาคารกลางควรตรวจสอบการซื้อขายของสกุลเงินดิจิทัลที่เขาแสนจะไม่ปลื้มแบบทุกฝีก้าว

Share this article
LinkedIn Facebook Twitter
Photo 1516675457768 Db513E191Dcc

ปัญหาของ Nick Boles ผู้เป็นอดีตสมาชิกรัฐสภาอังกฤษ กับ Bitcoin ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับการที่สกุลเงินดิจิทัลเป็นประเภทสินทรัพย์ที่ใช้งานได้หรือไม่อีกต่อไปแล้ว โดยเขาอธิบายว่าเหตุผลที่ควรห้ามการซื้อขาย Bitcoin ในความคิดของเขาเป็นเพราะผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเสียมากกว่า โดยอ้างจากการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ ภาคอุสาหกรรม Bitcoin ได้แซงหน้าอาร์เจนตินาไปแล้วในด้านของการใช้พลังงานประจำปี

การศึกษาครั้งดังกล่าวรวบรวมโดยมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และแสดงให้เห็นว่าในทุก ๆ ปี Bitcoin ได้ใช้พลังงานไปทั้งสิ้น 121.88 TWh โดย Cryptocurrency ชนิดนี้เพิ่งวิ่งแซงหน้าอาร์เจนตินาในด้านการใช้พลังงาน และดูเหมือนว่ากำลังเข้าใกล้การใช้พลังงานประจำปีของนอร์เวย์ที่ 122.20 TWh ต่อปี เพียงอีกไม่กี่ก้าว

Bole ทวีต


“ธนาคารกลางควรห้ามการซื้อขาย และบังคับให้ทุกคนที่ถือ Bitcoin และต้องการใช้ในธุรกรรมใด ๆ ให้แลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินอื่นที่ไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายเช่นนี้ มีสกุลเงินไซเบอร์อื่น ๆ ที่ไม่เป็นอันตรายในโลกแห่งความเป็นจริงเลย”

ระบบนิเวศการพิสูจน์การมีส่วนได้ส่วนเสียนั้นสามารถเป็นทางออกของปัญหานี้หรือไม่?

วิธีแก้ปัญหาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นสำหรับการขุด Bitcoin อาจเป็นการใช้แนวทางของการพิสูจน์ว่ามีส่วนได้ส่วนเสีย หรือ Proof-of-stake สำหรับการ Transaction โดยให้การประมวลผลที่น้อยลงของเครือข่ายเป็นตัวที่ลดผลกระทบเหล่านั้น

ในการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน นาย Henri Arslanian ผู้นำด้าน Crypto ระดับโลกของ PwC เปิดเผยว่าธุรกรรม Bitcoin หนึ่งรายการใช้พลังงานไฟฟ้าในปริมาณเท่ากันกับที่ครัวเรือนในสหรัฐฯโดยเฉลี่ยในช่วงยี่สิบวัน

ฉะนั้นแล้วการทำ Proof-of-Stake (PoS) บน Blockchains จึงอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าโปรโตคอล Proof-of-Work (PoW) ตามที่ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมกล่าว เนื่องจาก PoS Blockchains ใช้การเข้ารหัสความสามารถในการประมวลผลที่ต้องการจึงต่ำกว่าธุรกรรม PoW อย่างมาก และนั่นส่งผลให้ใช้พลังงานน้อยกว่าด้วยเช่นกัน

ปัจจุบัน Ethereum มีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนจาก Proof-of-Work ในการพิสูจน์การทำงานไปเป็นเครือข่ายหลักที่พิสูจน์ได้ว่ามีการเดิมพันอย่างแท้จริง เมื่อ Ethereum 2.0 เสร็จสิ้นการอัปเกรดจะช่วยให้สามารถทำธุรกรรมด้วยวิธีที่ประหยัดพลังงานมากขึ้นนอกเหนือจากประโยชน์อื่น ๆ เช่นความสามารถในการปรับขนาดที่ดีขึ้น

Read more about: