ราคา Bitcoin จะขึ้นไปสูงได้มากแค่ไหน

ท่ามกลางสภาวะตลาดที่ยากจะคาดเดาในช่วงนี้ ตลาด cryptocurrency ได้ส่งสัญญาณออกมาหลายรูปแบบทั้งในแง่บวกและลบ โดยนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งได้ออกมาชี้ให้เห็นว่าตลาด ณ ปัจจุบันนี้ เมื่อมองภาพในระยะสั้นแล้วอาจพบว่าตลาดเป็นช่วงขาลงก็ตาม แต่เมื่อเราพิจารณาในกรอบเวลาที่กว้างขึ้นแล้วจะเห็นได้ว่าในอนาคตข้างหน้า ราคาของเหรียญอันดับหนึ่งของตลาดอย่าง Bitcoin นั้นมีแต่จะทยานสูงขึ้นไปเรื่อยๆ


เริ่มต้นจากสถานการณ์ในกรอบเวลาอย่างแคบในปัจจุบัน อ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ด้านการเปรียบเทียบข้อมูลเหรียญในวงการ cryptocurrency อย่าง CryptoCompare แล้วพบว่าในช่วงวันจันทร์ที่ผ่านมานี้เป็นช่วงเวลาครบหนึ่งสัปดาห์แล้วที่ระดับราคาของ Bitcoin นั้นเคลื่อนไหวในกรอบที่ต่ำกว่าระดับ 10,000 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตามการที่ช่วงราคานั้นได้วิ่งขึ้นไปตันที่แนวต้านราคา 10,000 ดอลลาร์และได้สร้างช่วงแนวรับของราคาไว้ที่ 9,500 ดอลลาร์ ซึ่งแสดงถึงช่วงการวิ่งขึ้นลงของราคาจากในปัจจุบันเพียง 2% อีกด้วย

ในช่วงวันก่อนหน้า ทางสื่ออย่าง Bloomberg นั้นยังได้มีการรายงานถึงการเปลี่ยนแปลงบนหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญสำหรับแรงซื้อขายในตลาดอย่างดัชนี  DVAN ซึ่งระดับของดัชนีดังกล่าวนั้นได้ลดต่ำลงกว่าเส้นปกติเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคมปีก่อน ซึ่งกรณีดังกล่าวหมายความว่าแรงขายในตลาดนั้นกำลังก่อตัวมากขึ้นนั่นเอง

หากมองย้อนกลับไปแล้วจะพบว่าระดับราคาในปัจจุบันนั้นแตกต่างจากช่วงเดือนมีนาคมอย่างมาก ซึ่งราคาได้ร่วงลงไปกว่าครึ่งหนึ่งของปัจจุบัน อยู่ที่ระดับที่ 4,000 ดอลลาร์เท่านั้น จนกระทั่งในปัจจุบันนั้น ตลาดได้ผ่านมรสุมหลากหลายรูปแบบตั้งแต่ช่วงปัญหาในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตามมาด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ซึ่งทางธนาคารกลางของนานาประเทศก็ได้มีการอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบ จนสร้างความมั่นใจให้กับเหล่านักวิเคราะห์และนักวิจัยในวงการ cryptocurrency ว่าช่วงขาขึ้นเช่นเดียวกับในปี  2017 นั้นกำลังจะกลับมาอีกครั้ง

สำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปกับเหรียญ Bitcoin นั้น เหล่านักวิเคราะห์ได้ออกมาให้ความคิดเห็นแตกต่างกันไป โดยนาย Timothy Peterson ผู้เขียนรายงานวิจัยเกี่ยวกับ Bitcoin นั้นได้ออกมากล่าวว่าราคาของเหรียญนั้นอาจสูงขึ้นได้มากถึง 75,000 ดอลลาร์ได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ที่จะถึงนี้

การคาดการณ์ดังกล่าวอาจจะดูเหมือนเป็นไปได้ยาก แต่เมื่อผู้ก่อตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ดิจิทัล Capriole Investment อย่างนาย Charles Edwards ได้ออกมาเปิดเปิดเผยถึงอัตราการเพิ่มขึ้นของสัญญาการซื้อขายแบบ Future และแบบ Option สำหรับ Bitcoin ของกลุ่มบริษัท CME นั้นได้เพิ่มขึ้นมากถึง 310% การเพิ่มขึ้นนี้จึงเป็นสัญญาณอย่างดีซึ่งแสดงถึงความน่าเชื่อถือของนักลงทุนต่อตัวสินทรัพย์ดิจิทัลที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งตัวนาย Edward นั้นได้คาดการณ์ว่าเหรียญดังกล่าวอาจมีมูลค่าแตะหนึ่งแสนดอลลาร์ได้ภายในปี 2025 นี้ เมื่ออ้างอิงการคาดการณ์จากมูลค่าด้านพลังงานที่เกี่ยวของกับเครือข่าย Bitcoin นั่นเอง

ผู้โด่งดังในวงการรายอื่นอย่างนาย Jason A. Williams ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทสำคัญของวงการอย่าง Morgan Creek Digital นั้นยังได้ออกมาแสดงความมั่นใจว่าเหรียญดังกล่าวนั้นจะทยานขึ้นทำจุดสูงสุดของราคาครั้งใหม่ได้ภายในเดือนตุลาคมปี 2020 ได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในนักวิเคาะห์เหล่านี้ได้แสดงความคิดเห็นที่น่าสนใจอย่างมากไว้ โดยนาย Jesse Powell ผู้ก่อตั้งบริษัทซื้อขายแลกเปลี่ยนคริปโตชื่อดัง Kraken นั้นได้ออกมาให้ความเห็นถึงทิศทางราคาของเหรียญดังกล่าวระหว่างการประชุมของบริษัทด้านการลงทุน Pantera Capital ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้

นาย Powell นั้นได้กล่าวถึงอนาคตในระยะยาวของ Bitcoin ว่าในปัจจุบันนี้ผู้คนเริ่มที่ได้ยินเรื่องราวของเหรียญดังกล่าวมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าจะไม่ได้มีเหรียญอยู่ในครอบครองก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาจากสิ่งที่น่าอาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างการที่ประเทศสหรัฐฯนั้นจะทำการอัดฉีดเงินดอลลาร์จำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบจนค่าเงินดังกล่าวลดลงถึงจุดที่ตัวมันด้อยค่ากว่า Bitcoin แล้วนั้น ย่อมเห็นได้ว่าผู้คนต้องหันเข้ามาหา Bitcoin กันหมดอย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับท่าทีของรัฐบาลทั่วโลกที่มีต่อสินทรัพย์ดิจิทัลเหล่านี้ด้วย

นอกจากนี้ตัวเขานั้นได้กล่าวว่าในระยะยาวนั้นเหรียญดังกล่าวอาจมีมูลค่าทยานไปถึงหลักล้านล้านดอลลาร์ต่อหนึ่งเหรียญได้เลยทีเดียว แต่ในระยะกลางนั้นตัวเขาคาดการณ์ว่า Bitcoin จะมีมูลค่าอยู่ที่หลักแสนดอลลาร์ต่อเหรียญภายในช่วงสองปีที่จะถึงนี้ เนื่องจากแรงขับจากสถานการณ์ทางด้านการเมืองระหว่างประเทศและความไม่มั่นคงของระบบเศรษฐกิจที่จะทำให้ผู้คนหันมาใช้งานสกุลเงินดิจิทัลกันมากขึ้นนั่นเอง

ทั้งนี้การคาดการณ์ที่สุดโต่งเกินไปอาจสร้างความคาดหวังที่เป็นจริงได้ยากให้แก่เหล่านักลงทุนต่างๆได้ ไม่เว้นแม้แต่นักลงทุนที่อยู่ในวงการมานานก็ตาม ดังนั้นแล้วนักลงทุนทั้งหลายจึงจำเป็นที่จะต้องทำการศึกษาสภาวะตลาดอย่างรอบคอบและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนตามตลาดอีกด้วย