“ชื่อเสีย” ของสกุลเงินคริปโต

ตั้งแต่ในช่วงสิบปีก่อนซึ่งการใช้งานสกุลเงินคริปโตนั้นได้เริ่มต้นขึ้น สกุลเงินดิจิทัลดังกล่าวนี้ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงมุมมองที่เราต่างมีต่อ “เงินตรา” ซึ่งการที่เงินจะเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนได้นั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องถูกจำกัดไว้เฉพาะเงินที่ฝั่งรัฐบาลได้มีการกำหนดให้ใช้ได้ตามกฎหมายเท่านั้น เงินดิจิทัลเหล่านี้จึงเข้ามาเป็นสื่อกลางที่ได้รับการยอมรับประชาชนด้วยกันเองสวนทางกลับแนวคิดเดิมนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกของการใช้งานสกุลเงินคริปโต ทางภาครัฐบาลยังคงมีความเข้าใจต่อการใช้งานและเทคโนโลยี Blockchain ซึ่งอยู่เบื้องหลังสกุลเงินดังกล่าวไม่มากพอ จึงได้มีการแสดงท่าทีต่อต้านและกล่าวหาว่าเงินดังกล่าวนั้นเป็นเงินนอกกฎหมายซึ่งรัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้ และได้กลายเป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน หรือแม้กระทั่งการดำเนินการที่ผิดกฎหมายต่างๆ โดยยากต่อการตรวจสอบจากรัฐบาลนั่นเอง

หลักฐานที่เกิดขึ้นในวงการคริปโต

แม้ว่าเราจะตั้งข้อสังเกตถึงข้อกล่าวหาดังกล่าวว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่สกุลเงินคริปโตจะเป็นเครื่องมือหลักในการสนับสนุนการก่ออาชญากรรมชนิดต่างๆ แต่เราก็ไม่อาจปฎิเสธได้ว่าด้วยรูปแบบของความเป็นเครือข่ายแบบกระจายและไม่มีการควบคุมจากส่วนกลาง (Decentralized) สกุลเงินดิจิทัลเหล่านี้จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมืออย่างดีในการใช้งานนอกกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสกุลเงินคริปมีการพัฒนามากขึ้น จนมีการสร้างสกุลเงินที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะถูกตรวจสอบได้เลย

รายงาน SWIFT ชี้สกุลเงินคริปโตแค่ส่วนเล็กๆของภาพใหญ่เท่านั้น

ในรายงานล่าสุดจากสมาคมการสื่อสารทางการเงินระหว่างธนาคารระหว่างประเทศ หรือ Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication (SWIFT) นั้นได้มีการรายงานถึงสถิติและการวิเคราะห์กิจกรรมนอกกฏหมายที่เกิดขึ้น โดยได้มีใจความเกี่ยวกับสกุลเงินคริปโตโดยเปรียบเทียบกับปริมาณเงินที่ถูกฟอกทั้งหมดนั้นกว่า 2 ล้านล้านดิลลาร์นั้นเกิดขึ้นผ่านสกุลเงินปกติ โดยมีเพียงส่วนน้อยมากที่เกิดขึ้นโดยอาศัยสกุลเงินคริปโตเป็นสื่อกลาง

ตัวอย่างส่วนใหญ่ของการฟอกเงินที่เกิดขึ้นนั้นเกี่ยวพันกับกิจกรรมที่ต้องใช้เงินสด (สกุลเงินปกติ) ทั้งสิ้นอย่างเช่นการตั้งธุรกิจบังหน้า การเปิดธุรกิจให้กูยืมเงินสด การฟอกเงินผ่านคนกลาง หรือแม้แต่การค้ายา เป็นต้น ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วสกุลเงินคริปโตส่วนใหญ่มักเกี่ยวกับการก่อการร้ายทางไซเบอร์หรือการหลอกลวงต้นตุ๋นในลักษณะอื่น ๆ มากกว่านั่นเอง

อนาคตที่ไม่แน่นอน

ทั้งนี้แม้ว่ากิจกรรมการฟอกเงินที่เกิดขึ้นโดยรวมนั้นจะมีเพียงบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินคริปโตก็ตาม ดังที่กล่าวไปข้างต้นว่าในปัจจุบันสกุลเงินคริปโตกำลังได้รับการพัฒนาให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานในเรื่องของความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ซึ่งสกุลเงินอย่าง Monero ก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างสำหรับสกุลเงินคริปโตรูปแบบดังกล่าว ดังนั้นแล้วปริมาณการใช้สกุลเงินคริปโตในการฟอกเงินนั้นอาจเพิ่มมากขึ้นตามความพร้อมของตลาดก็เป็นได้