Mask Network

ทางทีมนักพัฒนาแอปพลิเคชั่น Mask Network ได้เปิดตัวปลั๊กอิน (Plugin) ตัวใหม่ในชื่อ “Maskbook” ซึ่งทำหน้าที่เป็นส่วนต่อขยายหรือ Browser Extension สำหรับใช้งานรวมกับบราวเซอร์อินเทอร์เน็ตทั่วไป โดยเมื่อเปิดใช้งานแล้วจะช่วยเชื่อมโยงผู้ใช้เข้ากับโลกของคริปโตซึ่งมีการเข้ารหัสในรูปแบบต่างๆได้ โดยผู้ใช้งานสามารถที่จะเข้าถึง DApp ต่าง ๆ สร้างข้อความที่ถูกเข้ารหัส แชร์ไฟล์ หรือแม้แต่เหรียญคริปโตผ่านทางแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียได้อย่างง่ายดาย

ช่องทางใหม่สำหรับผู้ใช้ Facebook และ Twitter

โดยปกติแล้วนั้นการทำธุรกรรมด้วยสกุลเงินคริปโตนั้น ส่วนใหญ่แล้วมักดำเนินการผ่านตัวกลางบนโลกออนไลน์รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เช่น การใช้งานแพลตฟอร์ม Exchange ซึ่งมีองค์กรผู้ให้บริการอย่าง Binance, Bifinex, Coinbase หรือ Satang Pro สำหรับในประเทศไทยเป็นต้น แต่ในช่วงก่อนหน้านี้ ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจะยังไม่มีช่องทางที่จะรับส่งสกุลเงินคริปโตข้ามแพลตฟอร์มอย่างที่เกิดขึ้นกับกรณีของเงินดิจิทัลอย่าง PayPal, Alipay หรือ TrueMoney Wallet และ LinePay ในประเทศไทยได้

ปัญหาดังกล่าวนำมาสู่การพัฒนาปลั๊กอินล่าสุดของทาง Mask Network ในชื่อ Maskbook ที่เข้ามาเชื่อมการใช้งานระหว่างโลกอินเทอร์เน็ตกับวงการคริปโตให้มีความต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น โดยยังได้นำเสนอฟังชั่นการใช้งานสำหรับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook และ Twitter ในการใช้บริการธุรกรรมผ่านหน้า UI ของแพลตฟอร์มบนบราวเซอร์และแอปพลิเคชั่น Maskbook บนมือถือ โดยผู้ให้บริการล่าสุดคือ Uniswap และ CoinMarketCap นั่นเอง

Maskbook เป็นแค่จุดเริ่มต้น

สำหรับทิศทางการพัฒนาแอปพลิเคชั่นดังกล่าวนั้น ทางผู้ร่วมก่อตั้ง Mask Network อย่างนาย Suji Yan ยังได้ออกมาแสดงความเห็นว่า Maskbook นั้นมีแผนที่จะขยายขอบเขตการใช้งานเพื่อรองรับแพลตฟอร์ม Facebook อย่างเต็มรูปแบบ รวมทั้งแอปพลิเคชั่น Decentralized Finance (DeFi) และเครื่องมืออื่น ๆ ในวงการคริปโตอย่าง NTFs, DAOs, เลเยอร์สองของเหรียญคริปโต หรือแม้แต่ Lightning Network ด้วย

เทรนของการทำธุรกรรมแบบไร้รอยต่อ

นอกจาก Mask Network แล้ว ในปัจจุบันก็ได้มีโครงการอีกหลายรายพยายามที่จะเชื่อมต่อโลกอินเทอร์เน็ตเข้ากับวงการคริปโต แพลตฟอร์มอย่างเช่น DropBit, iPayYou, Tippin.me, Lite.im, Cointext, QuickCoin หรือแม้แต่บราวเซอร์ Brave นั้นก็กำลังพยายามนำเสนอฟีเจอร์ในลักษณะใกล้เคียงกันอีกด้วย แต่ทั้งนี้เนื่องจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียส่วนใหญ่นั้นไม่ได้มีนโยบายสนับสนุนการใช้งานสกุลคริปโตอยู่ก่อนแล้ว ผู้ใช้งานจึงจำเป็นที่จะต้องใช้งานเหล่าแอพพลิเคชั่นและปลั๊กอินของผู้พัฒนาอื่นในตลาด (Third-Party) นั่นเอง