Join our Telegram Channel

Chat with community about the latest news!

Click here to join

Join Now

ราคาบ้านสหรัฐตอนนี้พุ่งสูงขึ้นกว่าช่วงวิกฤต subprime

Share article:
LinkedIn Facebook Twitter

นอกจากภาวะเงินเฟ้อแล้ว ราคาบ้านสหรัฐตอนนี้พุ่งสูงไม่แพ้เงินเฟ้อเช่นกัน

Share this article
LinkedIn Facebook Twitter
ราคาบ้านสหรัฐ

งานวิจัยจาก Equipment Radar ของสหรัฐอเมริกาชี้ว่า ตอนนี้ราคาบ้านของประเทศสหรัฐอเมริกาได้ปรับเพิ่มมากขึ้นมากกว่าในช่วงปี 2005-2006 ซึ่งเป็นยุคที่ฟองสบู่ราคาบ้านพุ่งสูงขึ้นจนนำไปสู่วิกฤต subprime เมื่อปี 2008

ราคาบ้านสหรัฐพุ่งสูงขึ้นในรอบ 15 ปี

อย่างไรก็ตามงานวิจัยพบว่า การที่ราคาบ้านปัจจุบันปรับตัวเพิ่มขึ้นนั้น ไม่ได้เกิดจากอุตสาหกรรมการเงินสร้างสรรค์หรือเกิดจากการเก็งกำไรที่เพิ่มสูงขึ้น แต่มาจากปัญหาภาวะเงินเฟ้อจากการที่ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างเพิ่มสูงขึ้น และปัจจัยทางด้านอุปสงค์อุปทานเข้ามาแทรกแซงกลไกราคา

หลังจากที่ประเทศสหรัฐอเมริการับมือกับวิกฤตโควิด-19 จนเบาบางลงไปพอสมควรแล้ว ตัวเลขการว่างงานของสหรัฐเพิ่มมากขึ้น และตอนนี้ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะตลาดซื้อขายบ้านนั้นมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

Flag Of U.s.a. Under White Clouds During Daytime

แม้ว่างานวิจัยได้ทำการติดตามข้อมูลในส่วนของการทำธุรกรรมทางการเงิน แต่งานวิจัยได้ตั้งข้อสังเกตว่าอุปทานการเงินของสหรัฐอเมริกาพุ่งสูงขึ้นในรอบ 18 เดือน ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ที่ก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา

ชี้อาจมาถึงจุดฟองสบู่แตก

ทางด้านนักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์หลายคนต่างทำนายว่า ตลาดซื้อขายบ้านของประเทศสหรัฐอเมริกาจะต้องมาถึงจุดฟองสบู่แตก

แต่ก่อนที่จะมีการอุ้มด้วยมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือ QE นั้น ทางด้านผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาเตือนว่า ตลาดซื้อขายบ้านเริ่มมีความไม่แน่นอนเมื่อย้อนกลับไปดูในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ตอนนั้นตลาดรับสร้างบ้านลดน้อยลงถึง 58 % เวลานั้นได้มีการวิจารณ์ถึงนโยบายของ FED เนื่องจากเวลานั้นราคาบ้านในสหรัฐปรับตัวเพิ่มสูงถึง 11 % ด้วยกัน

รายงานได้ตั้งข้อสรุปเอาไว้ว่า ราคาบ้านปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าช่วงปี 2005-2006 เนื่องจากต้นทุนการสร้างบ้านเพิ่มสูงขึ้นและสินค้าสำหรับบ้านเริ่มมีน้อยลง ทำให้ทาง Equipment Radar ได้มองว่า มีความเป็นไปได้ที่ราคาบ้านจะค่อย ๆ ปรับตัวลดลงและหากว่าเศรษฐกิจกลับมาซบเซาอีกครั้ง ก็อาจต้องมีการใช้มาตรการเงินเยียวยาเข้ามาอีกครั้งเช่นกัน

Read more about: