ปัญหาที่แก้ไม่ตกจากภาครัฐบาล

วิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่านั้นได้สร้างความเสียหายให้แก่เศรษฐกิจโดยรวมอย่างมาก โดยรัฐบาลทั่วโลกต่างได้สรรหามาตรการเพื่อเยียวยาประชาชนจากผลกระทบที่เกิดขึ้น ซึ่งในหลายกรณีนั้นเป็นการทางรัฐบาลได้ดำเนินการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศษฐกิจผ่านการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตามการดำเนินการดังกล่าวต้องอาศัยเงินปริมาณมหาศาลซึ่งในบางประเทศอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาก็ได้ทำการพิมพ์เงินเพิ่มเข้าสู่ระบบ ซึ่งเรียกว่ามาตรการ Quantitative Easing (QE)

มาตรการดังกล่าวนั้นไม่ได้ถูกใช้แค่ภายในประเทศสหรัฐฯ แต่ได้มีการนำไปปรับใช้กับกรณีต่างๆโดยรัฐบาลในหลายประเทศ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนั้นจะส่งผลเสียในระยะยาวเป็นภาระอัตราเงินเฟ้อที่จะเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งกรณีนี้เป็นสิ่งที่นาย Olaf Carlson-Wee ผู้ก่อตั้งบริษัทกองทุน Polychain Capital ได้แสดงความเห็นไว้ โดยบริษัทดังกล่าวได้มีการลงทุนในบริษัท River Financial ซึ่งให้บริการซื้อขาย Bitcoin แบบครบวงจรนั่นเอง

นักลงทุนกลุ่มใหม่

สื่อดังอย่าง Forbes ได้นำเสนอข่าวถึงการระดมทุนในรอบล่าสุดกว่า 5.7 ล้านดอลลาร์แก่บริษัท River Financial ซึ่งนับแต่เริ่มปี 2020 มานั้นพวกเขาได้มีปริมาณลูกค้าที่สนใจเข้ารับบริการการลงทุนใน Bitcoin เพิ่มขุ้นกว่าเท่าตัวในทุกๆเดือนอีกด้วย โดยส่วนใหญ่กว่า 77% ของกลุ่มลูกค้านั้นเป็นนักลงทุนที่มีอายุมากกว่า 55 ปีหรือที่เรียกในวงการว่า “Bitcoin Boomer”

นักลงทุนกลุ่มดังกล่าวนั้นได้เข้าสู่ตลาดเนื่องจากต้องการที่จะสรรหาสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตลาดการเงินปกติซึ่งมีความผันผวนมากขึ้นเรื่อยๆทุกปี เนื่องจากมาตรการ QE ที่รัฐบาลใช้อย่างพร่ำเพื่อ รวมทั้งการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับตลาดการเงินมากเกินสมควร เป็นต้น

สัญญาณจากตลาด Bitcoin

การเข้ามาของนักลงทุนกลุ่มนี้ นอกจากจะแสดงว่าความนิยมในสกุลเงิน Cryptocurrency ดังกล่าวนั้นเพิ่มขึ้นอย่างมากแล้ว ยังเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าตลาด Cryptocurrency นั้นเริ่มที่จะเข้มแข็งทัดเทียมกับตลาดการเงินอื่นๆ ทั้งฝั่งธุรกิจการเงินในตลาดปกติอย่าง JPMorgan นั้นยังได้มีการกลับลำทิศทางการดำเนินการ เปิดให้บริการลูกค้าจากฝั่งตลาด Cryptocurrency ในช่วงไม่นานที่ผ่านมานี้อีกด้วย

ทางนาย Andrew Benson ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท River Financial  นั้นยังได้ออกมาแสดงวิสัยทัษน์ว่า Bitcoin นั้นจะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในระบบเศรษฐกิจโลกในอนาคตอันใกล้ โดยที่เหล่าสถาบันการเงินต่างๆนั้นจะไม่สามารถที่จะก้าวทันการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเนื่องจากขาดความพร้อมทางเทคโนโลยีและรูปแบบการดำเนินการที่ยังล้าหลังนั่นเอง