การศึกษาล่าสุดจาก Chainalysis บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลด้าน Blockchain และ Cryptocurrency ที่ช่วยเหลือหน่วยงานของภาครัฐ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Crypto รวมถึงเหล่าสถาบันการเงินในการนำ Cryptocurrency และ Blockchain มาใช้อย่างปลอดภัย พบว่าผู้ให้บริการเครือข่าย Darknet มีส่วนรับผิดชอบต่อส่วนแบ่งทางตลาดคริปโตในยุโรปตะวันออกที่เติบโตแบบไม่ชอบมาพากล ซึ่งผลของมันมาจากตัวเลขของการโจมตีด้วย Ransomware เพิ่มขึ้นสูงอย่างเห็นได้ชัด

รู้จัก Darknet กันเสียก่อน

ปัจจุบันนี้มีเว็บไซต์เปิดเผยสู่สาธารณะที่สามารถค้นหาเจอโดยใช้ Search Engine เพียง 4% เท่านั้น ที่เหลืออีก 96% เป็นเว็บไซต์ที่ซ่อนตัวอยู่ ไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยวิธีปกติ หรือที่เรียกว่า Deep Webซึ่ง Darknetก็คือส่วนหนึ่งของ Deep Web เหล่านั้น

Darknet คือ เครือข่ายรูปแบบหนึ่งที่สร้างอยู่บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต อย่างไรก็ตามมันแตกต่างจากอินเทอร์เน็ตทั่วไปเนื่องจากการจะเข้าถึงเครือข่าย หรือทรัพยากรในเครือข่ายนั้นจำเป็นต้องมีการตั้งค่ากับระบบ หรือการติดตั้งซอฟต์แวร์/โปรแกรม เพื่อให้สามารถเข้าถึงเครือข่ายเหล่านี้ได้ ซึ่งภายใน Darknet นั้นมีสื่อที่ยากจะตรวจสอบอยู่หลากหลายประเภท เรียกง่าย ๆ ว่าคือ “ตลาดมืดออนไลน์” ดี ๆ นั่นเอง เพราะจากการวิจัยของ King’s College London พบว่าเกินครึ่งของสิ่งที่อยู่ใน Darknet นั้นเป็นสิ่งผิดกฏหมาย

ความไม่แน่นอนของภาครัฐส่งผลให้เกิดช่องโหว่

อ้างอิงจากการศึกษาข้างต้น ตลาดเสรีที่ไม่เปิดเผยชื่อผู้ใช้ที่รู้จักกันในนาม Hydra มีการสร้างรายได้จากสกุลเงิน Crypto ที่ผิดกฎหมายมากกว่า 1.2 พันล้านดอลลาร์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยแหล่งที่มาของปริมาณการซื้อขายส่วนใหญ่มาจากหน่วยงานที่ผิดกฎหมาย

ผลการศึกษายังพบอีกว่าโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินดิจิทัลของกลุ่มตะวันออกค่อนข้างกระจัดกระจายเมื่อเทียบกับหลายประเทศทางตะวันตก สิ่งนี้เองจึงเป็นผลให้เกิดเทคโนโลยีหลากหลาย รวมไปถึงวิธีการชำระเงินจำนวนมากที่สามารถเติบโตได้ในตลาดใต้ดินที่ดำเนินการอย่างผิดกฎหมาย

แม้จะมีกฎระเบียบที่ค่อนข้างกำกวมเกี่ยวกับตลาดสกุลเงินดิจิทัลในยุโรปตะวันออก แต่ก็เป็นที่ชัดเจนว่าภูมิภาคนี้ได้มีการเตรียมพร้อมสำหรับการขยายตัวเกี่ยวกับสกุลเงินเหล่านี้ ด้วยความสนใจจากบุคคลภายนอกที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ยุโรปตะวันออกยังคงดึงดูดผู้จัดการกองทุน Crypto ได้จากทั่วทุกมุมโลก

ทั้งยูเครนและรัสเซียถือเป็น 2 ยักษ์ใหญ่ในภูมิภาคนี้ที่กำลังแข่งขันกันอย่างหนักในการนำเทคโนโลยีแห่งโลกอนาคตมาใช้งาน โดยการเปิดรับทั้งด้านเทคโนโลยี Blockchain และ Cryptocurrency นั้นมีอัตราเพิ่มขึ้นสูงมากแม้จะมีความคลุมเครือในด้านของกฎระเบียบก็ตาม แต่ทว่าที่อาจจะเป็นแรงผลักดันที่ดี เพื่อให้กฎระเบียบเหล่านี้มีมาตรฐานมากขึ้น เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นเริ่มมองเห็นประเด็นเหล่านี้แล้วและพร้อมที่จะเข้มงวดกับมันมากขึ้น