อุตสาหกรรมการเงินแบบดั้งเดิม เช่น ธนาคารได้ก้าวมาสู่อุตสาหกรรม Cryptocurrency มากขึ้นเรื่อย ๆ และเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ที่ธนาคารจะต้องตามเทคโนโลยีให้ทัน

ผู้จัดการโปรเจค Compound Finance นาย Robert Leshner ก็มองเช่นนั้น โดยเขากล่าวว่าระบบการเงินแบบรวมศูนย์อำนาจ (Centralized Finance หรือ “CeFi”) ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องน้อมรับ Decentralized Finance (DeFi) อยู่ดี

DeFi มาแรง ระบบการเงินดั้งเดิมเลี่ยงไม่ได้

รายงานเปิดเผยการให้สัมภาษณ์ของนาย Leshner จากงาน REDeFiNE TOMORROW ที่จัดโดย SCB 10X บริษัทของ SCB ที่มุ่งเน้นด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลซึ่งเขาเผยมุมมองการรวมตัวกันของ CeFi และ DeFi ในอนาคต

นอกจากนี้เขายังมองว่าเส้นกั้นที่แบ่งระหว่างระบบการเงินแบบ CeFi และ DeFi นั้นจะจางลง ธุรกิจต่าง ๆ จะเริ่มใช้ระบบแบบ DeFi มากขึ้น

“ผมตื่นเต้นที่จะเห็นระบบ CeFi นำระบบ back end ของ DeFi มาใช้” นาย Leshner กล่าว

แน่นอนว่าเมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้น สถาบันที่ไม่ได้ปรับตัวก็มักที่จะไม่สามารถพัฒนาบริการของตัวเองได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาใช้ด้วยก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยพัฒนาบริการของตนให้ตอบโจทย์ลูกค้าและผู้ใช้งานมากขึ้น

ระบบ DeFi คืออะไรและข้อดีข้อเสียของมัน

ระบบการเงิน DeFi นั้นก็คือการนำระบบ Blockchain มาสร้างมูลค่า เช่น สร้างบริการทางการเงินขึ้นมาโดยที่ไม่ต้องพึ่งตัวกลาง เช่น Compound ก็เป็นโปรเจค DeFi ที่ให้บริการรับ ฝากเหรียญคริปโต และให้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยแบบรายวินาทีเลยทีเดียว

แม้ว่าระบบ DeFi โดยหลักการแล้วเป็นระบบที่ดีและน่าสนใจมากแต่นาย Leshner ก็ชี้ให้เห็นถึงข้อดีและข้อเสียของมัน

โดยเขามองว่าข้อดีของระบบ DeFi คือมันยากต่อการโจมตี แต่ข้อเสียคือเวลาตัดสินใจจะทำอะไรสักอย่างกับโปรโตคอล มันค่อนข้างที่จะต้องใช้เวลามาก ๆ หากเทียบกับ Bitcoin

นอกจากนี้เขายังเผยว่าโปรเจค DeFi ส่วนใหญ่นั้นก็สร้างอยู่บน Blockchain ของ Ethereum ซึ่งประมวลผลช้าและต้นทุนสูงเพราะฉะนั้นการทำธุรกรรมเล็ก ๆ ทีหนึ่งก็ไม่คุ้มค่าแล้ว เขามองว่าเครือข่าย Ethereum กำลังเข้าใกล้ขีดจำกัดของมันแล้ว

อุตสาหกรรม Cryptocurrency และ Blockchain ถูกนำไปปรับใช้และรังสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ออกมาให้เห็นเรื่อย ๆ แนวโน้มการเติบโตยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง