โครงการของธนาคารกลาง

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นั้นเป็นหนึ่งในผู้นำร่องนำเทคโนยี Blockchain เข้ามาใช้งานกับวงการธนาคารและการลงทุนภายในประเทศ งการดำเนินการเกี่ยวกับเทคโนโลยีดังกล่าวนี้เป็นส่วนหนึ่งของ“โครงการอินทนนท์” ซึ่งมีเป้าหมายในการก้าวข้ามข้อจำกัดของวงการธนาคารทั้งด้านการบริหารจัดการและการดำเนินธุรกรรมข้ามพรมแดนผ่านการใช้งานเทคโนโลยี Blockchain อีกทั้งยังนำมาใช้ทดสอบสกุลเงินดิจิทัลที่ฝั่งรัฐบาลมีแผนการออกใช้อีกด้วย  การดำเนินการของโครงการนั้นได้ถูกแบ่งออกเป็นทั้งหมดสามเฟส โดยในปัจจุบันนั้นอยู่ในเฟสสุดท้ายแล้ว

การดำเนินการร่วมกันขององค์กรภายในประเทศ

นอกจากโครงการซึ่งเป็นแม่บทหลักของการพัฒนาและนำเทคโนโลยี Blockchain เข้ามาใช้ภายในประเทศแล้ว ทางธนาคารแห่งประเทศไทยยังได้มีการร่วมมือกับหน่วยงานรัฐอื่นๆ รวมถึงภาคเอกชนในการเริ่มใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดังกล่าวแล้วอีกด้วย อย่างเช่น ความร่วมมือระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทยและกรมสรรพากรที่มีแผนการนำเทคโนโลยี Blockchain เข้ามาช่วยเหลือการดำเนินการทางด้านภาษีอากรของประเทศ

นอกจากนี้ตัวอย่างที่ผ่านมาซึ่งทาง Cryptosiam ได้มีการรายงานไปก่อนหน้า ถึงการที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกับบริษัทสยาม ซีเมนต์ กรุ๊ป หรือ Siam Cement Group (SCG) ในการทดสอบสกุลเงินดจิทัลของธนาคารกลางหรือ Central Bank Digital Currency (CBDC) ของทางธนาคารแห่งประเทศไทยเอง โดยการทดสอบดังกล่าวนำโดยบริษัท Digital Ventures ซึ่งเป็นบริษัทตัวกลางระหว่างโครงการต่างๆและแหล่งเงินทุน (Venture Capital หรือ VC) ซึ่งบริษัทดังกล่าวนี้เป็นหนึ่งในบริษัทลูกของธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB)

โครงการขายพันธบัตรผ่าน Blockchain

นอกจากโครงการการทดสอบ CBDC ของทางธนาคารแห่งประเทศไทยข้างต้นแล้ว ยังมีอีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจซึ่งได้มีการรายงานความคืบหน้าถึงความสำเร็จในช่วงวันที่ผ่านมาคือโครงการจำหน่ายพันธบัตรรัฐบาลวงเงินกว่า 5 หมื่นล้านบาท โดยโครงการดังกล่าวนำโดยความร่วมมือระหว่างทางธนาคารกลาง, สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ, บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย,) สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย, ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารกสิกรไทยและธนาคารไทยพาณิชย์

โครงการขายพันธบัตรนี้ได้มีการเปิดจำหน่ายพันธบัตรทั้งหมดสองรุ่น คือ รุ่น "วอลเล็ต สบม." และรุ่น "ก้าวไปด้วยกัน" โดยทั้งสองนั้นเป็นพันธบัตรที่ออกให้แก่ประชาชนโดยไม่มีเอกสารแสดงสิทธิออกให้ อย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเนี่องจากได้นำข้อมูลความเป็นเจ้าของพันธบัตรของผู้ซื้อกำหนดไว้บน Blockchain เรียบร้อยแล้วนั่นเอง ซึ่งประชาชนผู้ลงทุนในพันธบัตรนั้นสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ผ่านทางแอปพลิเคชันของธนาคารกรุงไทยที่ทำหน้าที่เสมือน Wallet สร้างความสะดวกสบายและความมั่นใจให้กับประชาชน อีกทั้งยังเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายและความซ้ำซ้อนที่เกิดขึ้นของหน่วยงานรัฐอีกด้วย