เราได้เลือก Tesla และ Bitcoin เพื่อมาค้นหากันว่าผลตอบแทนจากการลงทุน (Return on Investment - ROI) ของตลาดหุ้น และตลาด Crypto อะไรจะไปได้สวยกว่ากัน

เหตุใดถึงต้องเป็นทำ Bitcoin มาใช้ในการเปรียบเทียบแทนที่จะเป็นเหรียญคริปโตอื่น ๆ

Bitcoin (BTC) นั้นครอบครองพื้นที่ของสมรภูมิสกุลเงินดิจิทัลเอาไว้มากกว่า 60% แถมตัว Bitcoin เองยังไม่มีความเสี่ยงในด้านนโยบาย ในขณะที่สกุลเงิน Crypto รายอื่น ๆ กำลังโดนทาง ก. ล. ต. ของสหรัฐฯ เรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น Ripple XRP เป็นต้น

แต่ก็ใช่ว่า BTC นั้นจะเป็นสูตรสำเร็จของทุกอย่าง เพราะอาจเกิดเหตุการณ์ การหลอกลวง และการฉ้อโกงในตลาด Crypto ได้เสมอ ซึ่งจากการเปรียบเทียบของทั้ง Bitcoin และ Tesla เราสามารถสรุปได้ ดังนี้

(1) ณ เวลาที่เขียนบทความนี้ ราคาของ Bitcoin อยู่ที่ประมาณ 28,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอยู่ที่ประมาณ 5.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ราคาปิดของหุ้น Tesla จะอยู่ที่ 660 ดอลลาร์สหรัฐ และหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอยู่ที่ 6.27 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นมูลค่าก่อนวันคริสต์มาส

(2) หุ้น Tesla ร่วงไปสัมผัสกับระดับ 70.10 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดของปีนี้ ในวันที่ 20 มีนาคม ในขณะที่ Bitcoin เองก็หล่นไปแตะระดับ 3,800 ดอลลาร์สหรัฐ ที่ถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบหนึ่งปีเช่นเดียวกัน ในวันที่ 13 มีนาคม

(3) ธนาคารกลางสหรัฐประกาศ unlimited QE หรือาการปั๊มเงินสดเข้าตลาด ซึ่งเป็นไปเพื่อการเยียวยาภาวะวิกฤตจากโคโรนาไวรัส และมีความพยายามอย่างยิ่งที่จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ และนั่นส่งผลให้ทั้ง Bitcoin และ Tesla เกิดสภาวะตลาดแบบ Bull market ทั้งคู่ โดย Bitcoin แตะระดับ 12,470 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นจุดสูงสุดในรอบ 1 ปี ในวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา ในขณะที่ หุ้น Tesla เองก็ขึ้นสู่ระดับสูงสุดใหม่ที่ 502.49 ดอลลาร์สหรัฐ ในวันที่ 1 กันยายน นี่ถือเป็นการทำกำไรมากถึง 616.8% สำหรับ Tesla และ Bitcoin เองก็ทำกำไรไปได้ 228.2% ส่วนเหรียญคริปโตอันดับ 2 อย่าง Ethereum (ETH) ก็ไม่น้อยหน้า เพราะทำกำไรได้ 470% ซึ่งเป็นการทำกำไรได้ดีกว่า Bitcoin แต่ทว่าท้ายที่สุดแล้ว Tesla ก็มีประสิทธิภาพสูงกว่าทั้ง Bitcoin และ Ethereum

(4) ตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน เราได้เห็นการแก้ไขของ 3 ดัชนีหลักของสหรัฐอเมริกา รวมถึงตลาด Crypto ทำให้ Bitcoin แตะระดับต่ำสุดที่ 9,824 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 4 กันยายน และ Tesla แตะระดับ 329.88 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 8 กันยายน

(5) จากนั้นมีเหตุการณ์สำคัญคือ การเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อตลาดการเงิน ซึ่ง Biden ชนะการเลือกตั้ง ทำให้ “ยุค Biden” กำลังจะมาถึง และจะแตกต่างจากเดิมทั้งในแง่ของนโยบายการเงิน และกฎหมาย ปัจจัยผลักดันที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ นักลงทุนจากสถาบันต่าง ๆ กำลังลงทุนใน Bitcoin และกองทุน Crypto ที่เกิดขึ้นใหม่ เช่น บริษัท Grayscale กำลังคลั่งไคล้ในการซื้อ Bitcoin

(6) หลังจากการแก้ไขทั้ง 3 ดัชนีหลักของสหรัฐอเมริกา ทั้ง Bitcoin และ Tesla เริ่มต้นการแข่งขันครั้งที่สองด้วยตลาดแบบ Bull run ทำให้หากคำนวณตั้งแต่เดือนมีนาคม Bitcoin นั้นทำกำไรได้ประมาณ 637% ส่วน Tesla ทำกำไรได้ประมาณ  891.44%

(7) ในวันที่ 31 ธันวาคม 2019 หุ้น Tesla ปิดที่ 83.666 ดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ Bitcoin อยู่ที่ประมาณ 7,200 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในปีนี้ Tesla มีกำไรเพิ่มขึ้น 730% ในขณะที่ Bitcoin ทำกำไร 388.89% ในปีนี้

(8) ปัจจุบันมูลค่าตลาดทองคำอยู่ที่ประมาณ 9 ล้านล้าน เหรียญสหรัฐ ถ้าหาก Bitcoin มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด เท่ากับทองคำ ราคาของ Bitcoin ควรอยู่ที่ 480,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเหรียญ

(9) ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก คาดว่าจะสูงถึง 8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2027 แม้ Tesla จะเป็นผู้นำตลาด แต่ก็ยังเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากคู่แข่งรายอื่น ๆ แต่ Bitcoin นั้นมีความแตกต่างเนื่อจาก ถูกเปรียบเทียบกับทองคำ ถึงแม้ว่าจะมี Bitcoin Cash, Bitcoin SV, Litecoin และสกุลเงินเกิดใหม่อื่น ๆ แต่สกุลเงิน Crypto เหล่านี้แทบจะไม่สามารถโค่นตำแหน่งของ Bitcoin ได้

(10) จากข้อมูลข้างต้นทั้งหมด ทำให้เรานั้นเห็นว่าการคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุน (Return on Investment - ROI) ของ Bitcoinในระยะยาวนั้นดีกว่า Tesla แต่เนื่องจาก ณ ขณะนี้ราคา Bitcoin เหมือนจะ “เพิ่มขึ้นเร็วเกินไป” นั่นอาจแปลว่ากำลังมีความเสี่ยงเมื่อมูลค่าก้าวไปแตะที่ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ