ท่ามกลางแนวโน้มการเติบโตครั้งใหญ่ของตลาด Cryptocurrency ในช่วงที่ผ่านมาส่งผลให้มูลค่าตลาดของ Bitcoin (BTC) นั้นสูงกว่าบริษัทมหาชนที่มีการขายหุ้นสู่ตลาดหลักทรัพย์ต่อสาธารณชนอย่าง Intel และ Coca-Colaไปแล้ว

กระทิงดุ!

หลังจากที่เกิดสภาวะตลาดขาขึ้น (Bull Market) ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา ส่งผลให้มูลตลาดของ Bitcoin นั้นเติบโตอย่างมีนัยสำคัญและก้าวข้ามเกณฑ์มูลค่าราคาที่ 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสามารถไต่ขึ้นไปสูงสุดที่ 2.22 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว และเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม มูลค่าก็คงตัวอยู่ที่ 2.07 แสนล้าน

ดังนั้นหากวัดกันที่มูลค่าตลาดเหตุการณ์ดังกล่างจึงทำให้ Bitcoin มีมูลค่ามากกว่าหุ้นของบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Intel และ Coca-Cola โดยในวันเดียวกัน (31 กรกฎาคม) หุ้นของ Intel และ Coca-Cola ปิดจุดสูงสุดที่ 2.03 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐและ 2.02 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐตามลำดับ

มูลค่าของ BTC ในช่วง 7 วัน Source: Coin360

Intel กำลังอยู่ในช่วงขาลง

เรากำลังมองเห็นส่วนแบ่งทางการตลาดของ Intel บริษัทด้านเทคโนโลยีรายใหญ่ระดับโลกได้ลดลงอย่างมากในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สืบเนื่องจากการที่ Intel ประกาศผลประกอบการในไตรมาส 3 ซึ่งเป็นที่น่าผิดหวังแก่เหล่านักลงทุน ทำให้ในวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา มูลค่าตลาดของบริษัทลดลงต่ำกว่า 2.59 แสนล้านดอลลาร์และหลังจากนั้นอีกสองวันให้หลัง Intel ยังสูญเสียมูลค่าไปอีกถึง 4.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

มูลค่าของ Intel ในตลาดหลักทรัพย์ Source: Macro Trends

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Intel ก้าวตามมูลค่าตลาดของ Bitcoin ไม่ทัน โดยในช่วงปี พ.ศ. 2560 มูลค่าตลาดของ Intel นั้นไม่สามารถก้าวข้ามราคา 2.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐไปได้ ในขณะที่มูลค่าตลาดของ Bitcoin นั้นสูงกว่า 3 แสนล้านเหรียญไปแล้ว ณ ขณะที่ BTC ทำสถิติมูลค่าสูงสุดตลอดกาลที่ 20,000 เหรียญ

Coca-Cola ก็อาการย่ำแย่ไม่แพ้กัน

ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นจากเชื้อ Coronavirus นั้น Coca-Cola ยักษ์ใหญ่ด้านเครื่องดื่มเองก็ได้รับความเดือดร้อนจากยอดขายที่ลดฮวบเมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยในเดือนมีนาคมปีนี้ Coca-Cola สูญเสียมูลค่าทางการตลาดมากกว่า 9 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงระยะเวลาเพียงแค่หนึ่งเดือนเท่านั้น ซึ่งในที่สุดก็ส่งผลให้รายได้ของบริษัทลดลงมากที่สุดในรอบ 30 ปี ในทางตรงกันข้ามเรากลับพบเห็นช่วงขาขึ้นของตลาด Bitcoin ในปีนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้นมากกว่า 8 หมื่นล้านเหรียญหรือประมาณ 40% ของมูลตลาดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563