Join our Telegram Channel

Chat with community about the latest news!

Click here to join

Join Now

เวียดนามมีอัตราการใช้ Crypto มากที่สุดเป็นอันดับ 1

Share article:
LinkedIn Facebook Twitter

เวียดนามเป็นประเทศอันดับ 1 ที่มีปริมาณการทำธุรกรรมหาสกุลเงินดิจิทัล หลังจาก Finder ได้เปิดเผยผลการจัดอันดับของประเทศที่มีอัตราการใช้ crypto ของประชากรมากที่สุด

Share this article
LinkedIn Facebook Twitter
เวียดนามมีอัตราการใช้ Crypto มากที่สุดเป็นอันดับ 1

เว็บไซต์จัดอันดับทรัพย์สินทางการเงินอย่าง Finder.com ได้เปิดเผยรายงานของผลการสำรวจอัตราการใช้ crypto ของประชากรใน 27 ประเทศทั้งในยุโรป เอเชีย รวมถึงสหรัฐอเมริกา

การทำแบบสำรวจอัตราการใช้ Crypto ทั่วโลก

ข้อมูลดังกล่าวคือข้อมูลที่ได้จากการสำรวจการทำธุรกรรมของสกุลเงินดิจิทัลผ่านการโอนเงินและการรวมบริการทางการเงินของ 27 ประเทศทั่วโลก โดย 3 อันดับแรกคือประเทศเศรษฐกิจใหม่ อย่าง เวียดนาม อินเดีย และอินโดนีเซีย ซึ่งมีอัตราการใช้ crypto มากที่สุด 

Finder ได้ทำการสำรวจจาก 42,000 คนใน 27 ประเทศทั่วโลก ผลปรากฏว่าเวียดนามมีอัตราการใช้สูงที่สุดในบรรดาประเทศทั้งหมด โดย 41% ของผู้ตอบแบบสอบถามชาวเวียดนามเกี่ยวข้องกับการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล และมี 20% คือกลุ่มที่ซื้อขาย Bitcoin (BTC) 

การสรุปผลการสำรวจ

ถึงแม้ฟังดูน่าแปลกใจเกี่ยวกับผลการสำรวจของเวียดนาม แต่ข้อมูลดังกล่าวได้รับการยืนยันจาก Finder  รวมถึงข้อมูลของอัตราการใช้ crypto ที่เพิ่มมากขึ้นของประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงเดือนมิถุนายน โดยเวียดนามที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 53 แต่มีอัตราการใช้ Bitcon อยู่ในอันดับที่ 13 ในปี 2020 

ผลสำรวจได้ระบุถึงสาเหตุที่ทำให้เวียดนามมีตัวเลขสูงที่สุด เนื่องจากปริมาณของสกุลเงินดิจิทัลที่ถูกโอนเข้ามาในประเทศจากชาวเวียดนามที่ทำงานในต่างแดนที่ต้องการส่งเงินกลับมาบ้านเพื่อหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียม

ประเทศจากเอเชียยังมีอัตราการใช้คริปโตสูงมาก โดย 30% จากผู้ทำแบบสอบถามคือประชากรในอินโดนีเซียและอินเดีย 29% ในมาเลเซีย และ 28% ในประเทศฟิลิปปินส์ ในขณะที่ปริมาณการใช้ crypto เพียง 8% ในสหราชอาณาจักรและ 9% ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง 

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดด้านระบบโครงสร้างพื้นฐานของ Google ที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศส่งผลให้ แต่ละประเทศมีจำนวนผู้เข้าร่วมทำแบบสอบถามไม่เท่ากันระหว่าง 1,160 ถึง 2,511 คน ดังนั้นผลการสำรวจดังกล่าวอาจยังไม่ใช่ผลระดับชาติ

Read more about: