ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทยได้ออกมาชี้แจงถึงประเด็นร้อนที่เป็นที่พูดถึงในวงกว้างซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ว่าเหล่านักลงทุนทั้งหลายในวงการ Cryptocurrency ของไทย “จำเป็นต้องมีประสบการณ์ก่อน” ซึ่งแท้ที่จริงแล้วทาง ก.ล.ต. หวังเพียงว่าเหล่านักเทรดคริปโตในประเทศควรมีความรู้พื้นฐานบางอย่างก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน

โดยทาง ก.ล.ต. ได้ประกาศเรื่องนี้ผ่านทาง Facebook Live จากเพจอย่างเป็นทางการของสำนักงานฯ เมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งทางเลขาธิการของ ก.ล.ต. อย่างคุณรื่นวดี สุวรรณมงคล เป็นผู้กล่าวถึงเรื่องนี้ด้วยตนเอง และเธอนั้นได้กล่าวว่าแนวทางการทำกับดูแลที่หน่วยงานได้นำเสนอสู่สาธารณะชนนั้นระบุชัดเจนว่าผู้ที่สนใจลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลจะต้องมีประสบการณ์ในการซื้อขายคริปโตมาก่อน ซึ่งสิ่งที่เหล่านักลงทุนหน้าใหม่ผู้ที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดควรทำเป็นอย่างยิ่งก็คือการเข้าร่วมหลักสูตรฝึกอบรมการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลแบบพื้นฐาน หรือไม่ก็ต้องผ่านการทดสอบบางประการเพื่อพิสูจน์ความรู้ของพวกเขา

คุณรื่นวดี กล่าวต่อว่า ทางคณะกรรมการนั้นพร้อมสนับสนุนเรื่องนี้ และได้จัดหลักสูตรฝึกอบรมฟรีสำหรับนักลงทุนที่ไม่มีประสบการณ์ในการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล โดยมีชื่อเรียกคอร์สเรียนดังกล่าวว่า “Crypto 101” อย่างไรก็ตามการวัดความสามารถของเหล่านักเทรดนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับรายได้หรือสถานะทางการเงินแต่อย่างใด ซึ่งความสามารถเหล่านี้จะเป็นการบ่งชีคุณภาพของวิธีที่พวกเขาจัดการพอร์ตการลงทุนต่างหาก

ทั้งนี้ทางคณะกรรมการฯ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจในอีกประเด็นร้อนที่พูดถึงเอกสารฉบับร่างของกฎระเบียบที่ออกโดย ก.ล.ต. เมื่อเดือนที่แล้วซึ่งระบุว่า เหล่านักลงทุนทั้งหลายต้องแสดงหลักฐานการมีสินทรัพย์ 1 ล้านบาท ที่ถือเป็นรายได้ขั้นต่ำต่อปีที่จะสามารถลงทุนคริปโตในประเทศนี้ได้ ซึ่งนั่นทำให้เหล่าผู้ใช้ Crypto จำนวนมากในประเทศแสดงปฏิกิริยาที่ไม่พอใจต่อการออกกฎที่สุดโต่งนี้ โดยพวกเขามองว่านี่ถือเป็นการกีดกันผู้มีรายได้ต่ำ และรายได้ปานกลางออกจากตลาด Crypto

โดยทาง คุณรื่นวดี ยืนยันว่าร่างกฎหมายดังกล่าวนั้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเท่านั้น พร้อมทั้งยังประกาศว่าทางหน่วยงานกำกับดูแลตั้งมั่นที่จะรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชนเกี่ยวกับการลงทุนคริปโตเสมอ และจะออกกฎหมายให้สอดคล้องกับมุมมองของประชาชน ซึ่งการออกมาพูดใน Facebook Live ในวันที่ 1 เมษายนนี้ ถือเป็นการเปิดเผยผลการการรับฟังความคิดเห็นดังกล่าว และบอกเป็นนัยว่าวัดความรู้ด้วยการศึกษา Crypto จะเข้ามาแทนที่ข้อกำหนดรายได้ประจำปีนั่นเอง