บริษัท Ripple Labs ตัดสินใจขายหุ้น MoneyGram จำนวนมหาศาลที่พวกเขาเข้าเป็นเจ้าของเมื่อปี 2019 ทิ้ง และถึงแม้ความสัมพันธ์ระหว่าง Ripple กับ MoneyGram จะไม่ลงรอยกันได้ดีดังเดิม แต่มันก็คุ้มค่ามากสำหรับทั้ง Ripple กับลงทุนในครั้งนี้

โดยจุดเริ่มต้นในการร่วมเดินเส้นทางเดียวกันของทั้งคู่นั้น เกิดขึ้นภายหลักการแถลงการณ์ของ Ripple ที่ระบุถึงการลงทุนครั้งใหญ่ไปกับ MoneyGram เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา และนั้นได้นำพวกเขากลับไปสู่การใช้ เทคโนโลยี XRapid เพื่อช่วยเร่งการทำงานของระบบชำระเงิน โดย XRapid นั้นจะช่วยก่อให้เกิดสภาพคล่องในการใช้งาน XRP

การจัดการปัญหาต่าง ๆ ของทั้งสององค์กรร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (Securities and Exchange Commission) ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการเทขายหุ้นครั้งใหญ่ ได้เริ่มต้นขึ้นในวันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ลากยาวจนถึงวันที่ 4 ธันวาคม ปี 2020 โดยการดำเนินงานดังกล่าวเกิดขึ้นในทุก ๆ คืนวันศุกร์ของแต่ละสัปดาห์ ซึ่งทางบริษัท Ripple Labs สามารถขายหุ้น MoneyGram (MGI) ได้ทั้งหมด2,264,113 หุ้น และบริษัทด้านเทคโนโลยีรายนี้สามารถทำยอดขายรวมทั้งสิ้นที่ 15,303,792.60 ดอลาร์สหรัฐ

Ripple ทำการเทขายในจังหวะที่ดีมาก

มูลค่าหุ้น MoneyGramเพิ่มขึ้นอย่างมากภายในระยะเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จาก 2.94 ดอลลาร์สหรัฐเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมไปจนถึง 8.53 ดอลลาร์สหรัฐเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยจากข่าวการขายหุ้นจำนวนมากของ Ripple ทำให้มูลค่าหุ้นของ MGI ในขณะนั้นลดลงเหลือเพียง 6.54 ดอลลาร์สหรัฐ

แม้จะมีจะเกิดความวุ่นวายในการแถลงการณ์เกี่ยวกับการควบรวมกิจการระหว่างบริษัทผู้ให้บริการการทำธุรกรรมทางการเงินกับ Ripple ในปี 2019 แต่ทว่าความสัมพันธ์ของทั้ง 2 บริษัทนั้นจำเป็นต้องยุติลงในช่วงต้นปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามโฆษกบริษัท Ripple ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวไว้กับ Cointelegraph ว่า

“Ripple นั้นเป็นหุ้นส่วนที่ภาคภูมิใจกับการเติบโตของ MoneyGram ซึ่งการตัดสินในการขายหุ้นในครั้งนี้ได้ถูกไตร่ตรองมาอย่างรอบคอบแล้ว ทางบริษัทได้ตระหนักถึงผลประโยชน์บางประการจากการนำหุ้น MGI ไปลงทุน และการกระทำดังกล่าวนั้นไม่ได้ถือเป็นการสะท้อนสถานะทางการเงินในปัจจุบันของหุ้นส่วนของเราแต่อย่างใด”

ปัจจุบัน Ripple ยังคงถือครอง XRP เอาไว้ในจำนวน 4.8 หมื่นล้านเหรียญ โดยทางองค์กรใช้เวลาหลายปีที่ผ่านมาในการลดบทบาทการลงทุนกับโทเค็นดังกล่าวลง แม้ว่าล่าสุดราคาของโทเค็นจะเพิ่มขึ้น และอาจเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ดังกล่าวได้ก็ตาม