ข่าวคริปโตเคอเรนซี่

มหาเศรษฐีชี้ Stablecoins อาจกลายเป็นระบบชำระเงินหลักของโลกในอีก 10–15 ปี

มหาเศรษฐีชี้ Stablecoins อาจกลายเป็นระบบชำระเงินหลักของโลกในอีก 10–15 ปี

มหาเศรษฐี Stanley Druckenmiller มองว่า Stablecoins และเทคโนโลยีบล็อกเชนอาจกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบชำระเงินโลกภายใน 10–15 ปี เนื่องจากความรวดเร็วและต้นทุนต่ำกว่าระบบธนาคารแบบเดิม

Stanley Druckenmiller นักลงทุนมหาเศรษฐีชื่อดัง ระบุว่าเทคโนโลยี บล็อกเชนและ Stablecoins มีศักยภาพที่จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของระบบชำระเงินทั่วโลกภายในอีกประมาณ 10–15 ปีข้างหน้า เนื่องจากความมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และมีต้นทุนต่ำกว่าระบบการเงินแบบดั้งเดิม

ในการให้สัมภาษณ์กับ Morgan Stanley Druckenmiller กล่าวว่าโทเคนที่ทำงานบนบล็อกเชน โดยเฉพาะ Stablecoins สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการชำระเงินได้อย่างมาก

เขาอธิบายว่า Stablecoins สามารถโอนเงินได้รวดเร็วกว่า และมีค่าธรรมเนียมต่ำกว่าระบบโอนเงินผ่านธนาคารหรือโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินแบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

“ผมคิดว่าระบบการชำระเงินของโลกในอนาคตอาจจะใช้ Stablecoins เป็นหลัก” Druckenmiller กล่าว

  Stanley Druckenmiller ระหว่างให้สัมภาษณ์กับ Iliana Bouzali จาก Morgan Stanley เมื่อวันที่ 30 มกราคม ( ที่มา : Morgan Stanley )  
  Stanley Druckenmiller ระหว่างให้สัมภาษณ์กับ Iliana Bouzali จาก Morgan Stanley เมื่อวันที่ 30 มกราคม ( ที่มา : Morgan Stanley )  

บริษัทการเงินเริ่มหันมาพัฒนา Stablecoin

แนวโน้มดังกล่าวเริ่มเห็นได้ชัดในภาคธุรกิจการเงิน โดยบริษัทโอนเงินรายใหญ่ เช่น Western Union, MoneyGram และ Zelle ต่างประกาศแผนพัฒนาระบบชำระเงินด้วย Stablecoins

การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังสหรัฐผ่านร่างกฎหมาย GENIUS Act ในปีที่ผ่านมา ซึ่งสร้างกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจนสำหรับบริษัทการเงินที่ต้องการให้บริการด้านสินทรัพย์ดิจิทัล

แต่ยังไม่เชื่อว่า Bitcoin เป็นสินทรัพย์เก็บมูลค่า

แม้ Druckenmiller จะมองว่า Stablecoins และบล็อกเชนมีประโยชน์ต่อระบบการเงิน แต่เขายังไม่เชื่อว่า Bitcoin หรือคริปโตเคอร์เรนซีจะสามารถทำหน้าที่เป็น สินทรัพย์เก็บมูลค่า (Store of Value) ได้อย่างแท้จริง

เขาเคยเปรียบเทียบ Bitcoin กับทองคำ โดยระบุว่าเขายังคงเชื่อมั่นในทองคำมากกว่า เนื่องจากมีประวัติการใช้งานยาวนานกว่า 5,000 ปี

Druckenmiller ยังเปิดเผยว่าเขาไม่ได้ถือครอง Bitcoin แต่ก็ยอมรับว่าในบางแง่เขาอาจ “ควรจะมีไว้บ้าง” เนื่องจากคริปโตได้กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีฐานผู้สนับสนุนจำนวนมากในตลาดการเงินปัจจุบัน

อ้างอิง : Cointelegraph

ติดตาม CryptoSiam
เพื่อให้ไม่พลาด ทุกข่าวสาร วงการคริปโต

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: การลงทุนมีความเสี่ยงสูง ดังนั้น ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดก่อนการลงทุนทุกครั้ง

ข้อมูลในบทความนี้มีจุดประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น Cryptosiam ไม่รับประกันความสมบูรณ์ ความถูกต้อง หรือความน่าเชื่อถือของข้อมูลดังกล่าว และไม่มีสิ่งใดในบทความนี้ที่ควรใช้เป็นคำแนะนำหรือชักชวน ให้ซื้อหรือขายคริปโต รวมทั้งการประเมินใดๆ ไม่มีข้อความใดในบทความที่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย วิชาชีพ การลงทุน และ/หรือทางการเงิน และ/หรือคำนึงถึงความต้องการเฉพาะ และ/หรือข้อกำหนดของแต่ละบุคคล

Cryptosiam และบริษัทในเครือ ขอปฏิเสธความรับผิด หรือความรับผิดชอบทั้งหมดเกี่ยวกับเนื้อหาของบทความ และการดำเนินการใดๆ กับข้อมูลในบทความนั้น เป็นความเสี่ยงของผู้อ่าน และถือเป็นความเสี่ยงแต่เพียงผู้เดียว

บทความที่เกี่ยวข้อง

มหาเศรษฐีชี้ Stablecoins อาจกลายเป็นระบบชำระเงินหลักของโลกในอีก 10–15 ปี
Spot Bitcoin ETF รับเงินไหลเข้า 5 วันติดต่อกันครั้งแรกของปี 2026 รวมมูลค่ากว่า $767 ล้าน
Bitcoin เกือบแตะ $74,000 แต่ข้อมูลตลาดชี้การปรับฐานอาจยังไม่จบ
Staking Ethereum ETF ของ BlackRock เปิดตัววันแรก มูลค่าซื้อขายแตะ $15.5 ล้าน