General

เกาหลีใต้พบการทำธุรกรรมคริปโตผิดกฎหมายเป็นเงินกว่า $1 พันล้าน

Investigation Magnifying Glass 1200xx3866 2175 0 202.jpg

ประเทศเกาหลีใต้กำลังดำเนินการสืบสวนสอบสวนประเด็นเกี่ยวกับการฉ้อโกงคริปโตและการฟอกเงิน ซึ่งคิดเป็นมูลค่ากว่า $1.48 พันล้านจากการที่มีการทำธุรกรรมคริปโตนอกประเทศอย่างผิดกฎหมาย

ประเทศเกาหลีใต้กำลังดำเนินการสืบสวนสอบสวนประเด็นเกี่ยวกับการฉ้อโกงคริปโตและการฟอกเงิน ซึ่งคิดเป็นมูลค่ากว่า $1.48 พันล้านจากการที่มีการทำธุรกรรมคริปโตนอกประเทศอย่างผิดกฎหมาย

สอดคล้องกับรายงานของ The Korea Times ที่ชี้ว่า มีบุคคลกว่า 33 คนที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมซื้อขายคริปโตข้ามชาติ

กลุ่มแรกเกี่ยวข้องกับการซื้อขายตลาดคริปโตเคอร์เรนซี่ข้ามชาติที่มีการแบนในประเทศเกาหลีใต้ โดยมีการร่วมมือกับบุคคลที่สามในการทำการถอนเงินการซื้อขายคริปโตข้ามชาติ คิดเป็นเงินกว่า $700 ล้านด้วยกัน

กลุ่มที่สองเกี่ยวข้องกับการโอนเงินเพื่อซื้อขายคริปโตข้ามชาติแบบผิด ๆ ซึ่ง 1 ในคดีเป็นเรื่องของการแจ้งใบเสร็จปลอมภายในประเทศแล้วส่งไปยังบริษัทข้ามชาติ

กลุ่มที่สามเกี่ยวข้องกับการใช้บัตรเครดิตเกาหลีใต้ในการถอนเงินข้ามชาติแล้วเอาไปซื้อเหรียญคริปโต

ซึ่งการซื้อขายคริปโตข้ามชาตินั้น เกิดจากการที่ประเทศเกาหลีใต้ถูกมองว่า ราคาคริปโตภายในประเทศแพงอย่างมีนัยสำคัญ จึงทำให้เกิดการซื้อขายข้ามชาติขึ้นมา

ทางด้านเจ้าหน้าที่สืบสวนเรื่องนี้ได้กล่าวว่า

“การโอนสินทรัพย์เสมือนจริงรูปแบบนี้เป็นเรื่องผิดกฎหมาย หากมีการละเมิด ผู้นั้นจะได้รับการลงโทษทางอาญาหรือถูกปรับ”

โดยที่บุคคล 15 คน จาก 33 คนถูกจ่ายค่าปรับ และ 14 คนกำลังอยู่ในขั้นตอนของการยื่นเรื่องให้อัยการ โดยอีก 4 คนยังคงกำลังอยู่ในขั้นตอนของการสืบสวนอยู่

ที่มา : cointelegraph

ติดตาม CryptoSiam
เพื่อให้ไม่พลาด ทุกข่าวสาร วงการคริปโต
แท็ก:
ข่าวต่อไป

บทความที่เกี่ยวข้อง

a16z ระดมทุนเพิ่มอีก $15,000 ล้าน พร้อมชี้ “Crypto คือกุญแจสำคัญ” ที่จะทำให้อเมริกาชนะศตวรรษหน้า
สัญญาณตลาดขาขึ้นครั้งใหม่ของ Bitcoin อาจขึ้นอยู่กับ การเทขายจากนักถือระยะยาวที่เริ่มชะลอตัว หลังเทขายกว่า $3 แสนล้านในปี 2025
Bloomberg ชี้การใช้งาน Stablecoin อาจแตะ $56 ล้านล้านภายในปี 2030 การยอมรับจากสถาบันและประเทศเศรษฐกิจเปราะบางหนุนการเติบโต
กว่า 56% ของเครือข่าย Bitcoin ใช้พลังงานสะอาด นักวิเคราะห์ชี้ “การขุด Bitcoin อาจเป็นนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนที่สำคัญที่สุดในศตวรรษนี้”