Binance ชี้ Bitcoin กำลังแสดง "สัญญาณบวก" ขณะทองคำและหุ้นดิ่งลงต่อเนื่อง ท่ามกลางแรงเทขายสินทรัพย์ทั่วโลก
ท่ามกลางความผันผวนของตลาดการเงินโลก ทองคำยังคงครองความเชื่อมั่นจากนักลงทุนมืออาชีพ แม้ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของทองคำจะปรับตัวลดลง แต่โลหะมีค่าที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานนี้ยังคงได้รับความนิยมเหนือกว่า Bitcoin ในกลุ่มผู้จัดการกองทุนชั้นนำ โดยถูกเลือกเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย

ท่ามกลางความผันผวนของตลาดการเงินโลก ทองคำยังคงครองความเชื่อมั่นจากนักลงทุนมืออาชีพ แม้ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของทองคำจะปรับตัวลดลง แต่โลหะมีค่าที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานนี้ยังคงได้รับความนิยมเหนือกว่า Bitcoin ในกลุ่มผู้จัดการกองทุนชั้นนำ โดยถูกเลือกเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย
ท่ามกลางความผันผวนอย่างหนักในตลาดการเงินโลกหลังประธานาธิบดี Donald Trump ประกาศมาตรการเก็บภาษีนำเข้าในวงกว้างเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รายงานล่าสุดจาก Binance Research ระบุว่า Bitcoin กำลังแสดง "สัญญาณของความแข็งแกร่ง" โดยสามารถรักษาระดับราคาไว้ได้แม้ในขณะที่ตลาดหุ้นและทองคำเข้าสู่ภาวะอ่อนตัวก็ตาม
ในช่วงกลางวันของวันที่ 7 เมษายน ตามเวลาสหรัฐฯ ราคาของ Bitcoin ขยับขึ้นเกือบ 1% มาอยู่ที่ราว 79,000 ดอลลาร์ ขณะที่ดัชนี S&P 500 ซึ่งสะท้อนหุ้นขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ทรงตัว และราคาสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้าร่วงลงประมาณ 1.5% ตามข้อมูลจาก Google Finance
“แม้จะมีการประกาศภาษีนำเข้าครั้งล่าสุด แต่ Bitcoin ก็แสดงสัญญาณของความแข็งแกร่ง ด้วยการทรงตัว หรือฟื้นตัวในวันที่สินทรัพย์เสี่ยงแบบดั้งเดิมยังคงอ่อนแรง” Binance ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตรายใหญ่ที่สุดในโลก ระบุในรายงานวิจัยประจำวันที่ 7 เมษายน
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนแนวโน้มดังกล่าวคือ การถือครองเหรียญของนักลงทุน Bitcoin ระยะยาวยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง Binance มองว่าเป็นสัญญาณของ "ความเชื่อมั่น" และ "การไม่ยอมแพ้ต่อแรงขาย" ท่ามกลางความผันผวนของตลาดในปีนี้
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน Donald Trump ประกาศมาตรการเก็บภาษีอย่างน้อย 10% สำหรับสินค้านำเข้าส่วนใหญ่ผลิตนอกสหรัฐฯ พร้อมเพิ่มภาษีแบบ “ตอบโต้” ต่อสินค้าทั้งหมดจาก 57 ประเทศ ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดการเงินทั่วโลก
นับตั้งแต่นั้น ดัชนีหุ้นหลักของสหรัฐฯ อย่าง S&P 500 และ Nasdaq ต่างปรับตัวลดลงกว่า 10% โดยนักลงทุนเริ่มกังวลถึงความเป็นไปได้ของสงครามการค้าเต็มรูปแบบ
แม้ Bitcoin จะยังคงปรับตัวลดลงประมาณ 10% นับตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน ซึ่งมากกว่าการร่วงลงของตลาดหุ้น แต่ก็ถือว่าทรงตัวได้ดีกว่าตลาดคริปโตโดยรวม ซึ่งมูลค่าลดลงราว 25% ในช่วงเวลาเดียวกัน
รายงานของ Binance ยังระบุอีกว่า ขณะนี้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เริ่มเข้าสู่ภาวะกีดกันทางการค้ามากขึ้น อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผลักดันให้ Bitcoin กลับมามีบทบาทในฐานะ "สินทรัพย์ปลอดภัยนอกระบบอธิปไตย" อีกครั้ง
Bitcoin ยังแสดงความเป็นอิสระจากสินทรัพย์ดั้งเดิม
รายงานยังชี้ให้เห็นว่า ค่าความสัมพันธ์ (Correlation) ของราคา Bitcoin กับทองคำ ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจนั้น ยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 0.12 ในช่วง 90 วันที่ผ่านมา
ในทางตรงกันข้าม Bitcoin มีความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นมากกว่า โดยอยู่ที่ระดับ 0.32 ซึ่งสะท้อนความเคลื่อนไหวตามสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม Binance ยังเห็นแนวโน้มที่ Bitcoin อาจกลับไปมีบทบาทในระดับโลกได้ในระยะยาว
“คำถามสำคัญคือ Bitcoin จะสามารถกลับไปสู่รูปแบบเดิมในระยะยาว ที่มีความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นที่ต่ำได้หรือไม่” รายงานระบุ
อย่างไรก็ดี ในเวลานี้ทองคำยังคงเป็นตัวเลือกหลักของผู้จัดการกองทุนเมื่อต้องรับมือกับภาวะสงครามการค้า โดยผลสำรวจที่อ้างถึงในรายงานเผยว่า 58% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าจะถือทองคำในช่วงสงครามการค้า ขณะที่มีเพียง 3% เท่านั้นที่เลือกถือ Bitcoin
“นักลงทุนและผู้เล่นในตลาดจะจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า BTC จะสามารถรักษาความน่าดึงดูดใจในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ขึ้นกับอำนาจรัฐและไม่ต้องขออนุญาตใช้งาน ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่กำลังเคลื่อนไหวไปในทิศทางกีดกันทางการค้าได้หรือไม่” Binance ทิ้งท้ายในรายงาน
อ้างอิง : Cointelegraph
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: การลงทุนมีความเสี่ยงสูง ดังนั้น ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดก่อนการลงทุนทุกครั้ง
ข้อมูลในบทความนี้มีจุดประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น Cryptosiam ไม่รับประกันความสมบูรณ์ ความถูกต้อง หรือความน่าเชื่อถือของข้อมูลดังกล่าว และไม่มีสิ่งใดในบทความนี้ที่ควรใช้เป็นคำแนะนำหรือชักชวน ให้ซื้อหรือขายคริปโต รวมทั้งการประเมินใดๆ ไม่มีข้อความใดในบทความที่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย วิชาชีพ การลงทุน และ/หรือทางการเงิน และ/หรือคำนึงถึงความต้องการเฉพาะ และ/หรือข้อกำหนดของแต่ละบุคคล
Cryptosiam และบริษัทในเครือ ขอปฏิเสธความรับผิด หรือความรับผิดชอบทั้งหมดเกี่ยวกับเนื้อหาของบทความ และการดำเนินการใดๆ กับข้อมูลในบทความนั้น เป็นความเสี่ยงของผู้อ่าน และถือเป็นความเสี่ยงแต่เพียงผู้เดียว