นักวิจัยชาวอังกฤษประสบความสำเร็จในการพัฒนาการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่เร็วที่สุดในโลก ถ้าหากคุณจินตนาการไม่ออกว่ามันเร็วแค่ไหนล่ะก็ ลองนึกถึงความมหึมาของขนาดไฟล์ซีรีส์ และภาพยนตร์ทั้งหมดที่มีในเน็ตฟลิกซ์ดูสิ เครือข่ายสถิติโลกนี้สามารถดาวน์โหลดมันได้หมดจดภายใน 1 วินาทีเท่านั้น

งานวิจัยนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่างมหาวิทยาลัย College London (UCL) บริษัท Xtera และสถาบันวิจัย KDDI โดยมีสถิติการส่งข้อมูลอยู่ที่ 178 เทระบิตต่อวินาที ซึ่งเร็วกว่าสถิติเก่าถึง 5 เท่า

และความเร็วนี้ยังขยับเข้าใกล้ขีดจำกัดเชิงทฤษฎีของการส่งข้อมูลบนสายไฟเบอร์ (Shannon Limit) ซึ่งเป็นค่าที่กำหนดขึ้นโดย คล็อด แชนนอน นักคณิตศาสตร์และนักวิจัยชาวอเมริกันจาก Bell Labs เมื่อปี 1949 โดยค่า Shannon Limit นี้หมายถึงปริมาณข้อมูลที่สามารถรับส่งได้สูงสุดโดยแทบจะไม่มีการรับส่งข้อมูลที่ผิดพลาดเกิดขึ้นเลย ภายใต้สภาวะที่มีสัญญาณรบกวนในปริมาณต่าง ๆ นั่นเอง

เทระบิตนั้นเร็วแค่ไหนเมื่อเทียบกับเน็ตบ้านที่เราใช้

เทระบิตต่อวินาที (สัญลักษณ์ Tbit / s หรือ Tb / s บางครั้งย่อว่า "Tbps") เป็นหน่วยของอัตราการถ่ายโอนข้อมูลเท่ากับ: 1,000 กิกะบิตต่อวินาที 1,000,000 เมกะบิตต่อวินาที หรือ 1,000,000,000 กิโลบิตต่อวินาทีนั่นเอง

หากให้เทียบกับอินเทอร์เน็ตบ้านพื้นฐานที่เป็นระบบ Fiber Optic ที่ความเร็วมักจะอยู่ในช่วง 200 เมกะบิตต่อวินาที เครือข่ายเจ้าของสถิติโลกด้านความเร็วนี้ก็จะแรงกว่า 890,000 เท่าเลยทีเดียวเชียว

เทคโนโลยีนั้นเติบโตรวดเร็วจนน่าตกใจ

รู้หรือไม่ บันทึกสถิติอินเทอร์เน็ตที่เร็วที่สุดในอดีตนั้นเป็นของผู้เชี่ยวชาญที่สถาบันเทคโนโลยีการสื่อสารแห่งชาติของญี่ปุ่นซึ่งมีความเร็วในการส่งข้อมูลถึง 172 เทราบิตต่อวินาที โดยพวกเขาทำสำเร็จในเดือนเมษายนที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งนี่กำลังแสดงให้เราเห็นอย่างชัดแจ้งว่าเทคโนโลยีนั้นเติบโตรวดเร็วมากเพียงใด ถ้าอยู่เฉย ๆ ไม่ตามเทรนด์ ระวังล้าหลังไปหลายขุมล่ะขอบอก

มีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่เราจะสามารถเข้าถึงเน็ตสุดแรงตัวนี้

การเข้าถึงข้อมูลรูปแบบใหม่นี้สามารถนำมาใช้กับระบบโครงสร้างสายส่งที่มีอยู่ในปัจจุบันได้ในทันที เพียงอาศัยการติดตั้งตัวขยายสัญญาณเพิ่มเติมเท่านั้น ซึ่งถือว่าคุ้มค่าอย่างมหาศาลเพราะมีค่าใช้จ่ายเพียง 16,000 ปอนด์ หรือ 660,443 บาท ขณะที่การวางสายใยแก้วนำแสงใหม่ทั้งหมดนั้นมีค่าใช้จ่ายถึง 450,000ปอนด์ หรือ 18,574,982 บาทต่อกิโลเมตร

อย่างไรก็ดี เทคนิคนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการทดสอบประสิทธิภาพเท่านั้น การนำมาติดตั้งใช้งานตามบ้านเรือนจะยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ แต่นี่ก็ถือเป็นทิศทางที่ดีที่ทำให้เราเห็นโอกาสซึ่งจะเกิดขึ้นอีกมากมายในอนาคต