ต่อเนื่องจากบทความเรื่อง “ท่าทีของรัฐบาลต่อสกุลเงินคริปโตในภูมิภาคเอเชีย” ก่อนหน้าซึ่งตีกรอบเฉพาะประเทศจีน ในครั้งนี้เป็นการสรุปถึงสถานการณ์ทางด้านกฎหมายคริปโตในประเทศเกาหลีใต้ซึ่งมีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีอย่างมาก ไม่แพ้ประเทศจีนหรือญี่ปุ่นเลยทีเดียว โดยในบทความนี้จะเป็นการรายงานถึงการเปลี่ยนแปลงล่าสุดที่กำลังเกิดขึ้นจากฝั่งรัฐบาลของประเทศเกาหลีใต้

ช่วงเวลาที่รัฐฯหวาดกลัว

เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ในช่วงปี 2017 สกุลเงินคริปโตโดยเฉพาะ Bitcoin นั้นได้เติบโตอย่างก้าวกระโดดจนสามารถดึงความสนใจจากผู้คนทั่วโลกได้ ซึ่งการเข้ามามีบทบาทของสกุลเงินคริปโตในช่วงดังกล่าวนั้นรวดเร็วเกินกว่าที่ภาครัฐบาลจะรับมือการเปลี่ยนแปลงได้ทัน และเมื่อสกุลเงินคริปโตนั้นส่งผลกระทบต่ออำนาจการควบคุมการเงินของประเทศแล้ว ท่าทีของรัฐบาลประเทศเกาหลีนั้นจึงแสดงออกในทิศทางเดียวกับประเทศอื่นๆ คือการออกกฎหมายห้ามทำกิจกรรมซึ่งเกี่ยวข้องกับสกุลเงินคริปโต โดยในช่วงเดือนกันยายนของปีดังกล่าวยังได้มีการแบนการทำ ICO และการซื้อขายแบบ Margin Trading อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลของประเทศมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสกุลเงินคริปโตรวมทั้งเทคโนโลยีเบื้องหลังมากขึ้น ประกอบกับปริมาณผู้คนในตลาดคริปโตนั้นก็ได้เติบโตมากขึ้นตามกาลเวลา ทำให้รัฐบาลผ่อนมาตรการลงให้มีการดำเนินกิจการซื้อขายเหรียญผ่าน Exchange ได้ แต่เนื่องจากรัฐบาลของประเทศเกาหลีใต้ยังมองว่าสกุลเงินคริปโตนั้นเป็นสินทรัพย์ที่เสมือนกับ “เงินตรา” ที่ใช้ชำระหนี้ตามกฎหมายได้ (กรณีนี้แตกต่างจากมุมมองของรัฐบาลประเทศอื่น ๆ) การดำเนินการที่เกี่ยวข้องจึงถูกจำกัดอยู่ในกรอบที่แคบมาก

บริษัท Exchange ต่าง ๆ นั้นต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการกำกับบริการทางการเงิน (Financial Services Commision) อีกทั้งยังต้องยอมให้กระทรวงเศรษฐกิจแห่งชาติของประเทศเกาหลีดำเนินการตรวจสอบการดำเนินการของ Exchange เมื่อมีการออกคำสั่งอีกด้วย

รัฐบาลเกาหลีใต้เตรียมร่างกฎหมายใหม่

ล่าสุดในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลของประเทศเกาหลีใต้ได้อนุมัติร่างกฎหมายใหม่เพื่อกำกับดูแลธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินคริปโตโดยเฉพาะธุรกิจให้บริการซื้อขายสกุลเงินคริปโต(Exchange) ซึ่งร่างดังกล่าวนั้นจะออกบังคับใช้เป็นกฎหมายในช่วงเดือนกรกฎาคมปี 2021 ที่จะถึงนี้ โดยมีเนื้อหาเป็นการสร้างความโปร่งใสให้กับกิจกรรมด้านคริปโตภายในประเทศ

ผลของกฎหมายดังกล่าวนั้นทำให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องดำเนินการรายงานแก่หน่วยงานรัฐฯ การดำเนินการในตลาดนั้นต้องตรวจสอบตัวบุคคลผู้ดำเนินธุรกรรมทุกฝ่ายได้ โดยมาตรการอย่างเช่นการทำ KYC (Know Your Customer) และมาตรการในการบริหารจัดการข้อมูลนั้นต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่รัฐฯกำหนดและอาจมีการบังคับใช้มาตรการในการเก็บภาษีจากการซื้อขายสกุลเงินคริปโตกว่า 20% อีกด้วย อย่างไรก็ตามเนื่องจากยังมีเวลาก่อนกฎหมายดังกล่าวมีผล ดังนั้นหน้าตาของกฎหมายที่จะออกมาจึงอาจแตกต่างจากต้นร่างได้