Ethereum

เหรียญ Ethereum นั้นเป็นเหรียญคริปโตซึ่งมีปริมาณการซื้อขายรวมภายในตลาดสูงที่สุดเป็นอันดับสองรองจาก Bitcoin โดยเหรียญดังกล่าวนั้นตั้งแต่เริ่มต้นโครงการแม้ว่าจะมีการใช้เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการสร้างแอพลิเคชั่นบนเครือข่าย Blockchain โดยอาศัย Smart Contract ก็ตาม แต่โปรโตคอลพื้นฐานของเหรียญนั้นมีการใช้ระบบการประมวลธุรกรรมแบบ Proof-of-Work เช่นเดียวกับ Bitcoin ดังนั้นแล้วผู้ประมวลผลจึงเป็นผู้ขุดเหรียญโดยอาศัยศักยภาพการประมวลผลทางคอมพิวเตอร์เช่นเดียวกับเหรียญดังกล่าว

อย่างไรก็ตามในช่วงปี 2020 ทีผ่านมาเครือข่าย Ethereum นั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เข้าสู่ระบบ Ethereum 2.0 ซึ่งเปลี่ยนรูปแบบการประมวลผลเหรียญจาก Proof-of-work มาเป็นระบบ Proof-of-Stake ซึ่งใช้สินทรัพย์คือเหรียญในระบบเป็นหลักในการเลือกผู้ประมวลผลแทน โดยรูปแบบการเลือกผู้ประมวลผลใหม่นี้จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาคอขวดบนเครือข่ายรวมถึงปัญหาด้านการใช้พลังงานได้มากขึ้นอีกด้วย ซึ่งในปัจจุบันได้มีการโอนถ่ายเหรียญ ETH จำนวนมากเข้าสู่ Staking Pool เรียบร้อยแล้ว

ทุบสถิติค่าธรรมเนียมเดิม

สิ่งที่หนึ่งที่ยังคงให้ระบบ Blockchain นั้นคงอยู่ได้คือเหล่าผู้ประมวลผลเครือข่าย โดยเป็นการแลกเปลี่ยนกับรางวัลจากการดำเนินการประมวลผลธุรกรรมที่เกิดขึ้นบนเครือข่ายกับสินทรัพย์ของเครือข่ายนั้นๆ ซึ่งเรียกในอีกทางหนึ่งได้ว่าสิ่งที่นักขุดเหรียญได้รับคือค่าธรรมเนียมการดำเนินการ ทั้งนี้ปริมาณค่าธรรมเนียมดังกล่าวนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการในระบบ ซึ่งสถิติของอัตราค่าธรรมเนียมสูงสุดที่เหล่านักขุดในระบบได้รับรวมกันทั้งหมดนั้นสูงถึง 762 ล้านดอลลาร์ในปี 2018

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดนั้นปริมาณค่าธรรมเนียมที่เหล่านักขุดเหรียญได้รับในระบบได้ทะลุระดับดังกล่าวสำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยในเดือนมกราคมที่ผ่านมานี้ได้มีจำนวนมากถึง 800 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับขาขึ้นของวงการคริปโตและเป็นช่วงเดียวกันกับที่ราคา Ethereum นั้นทะลุจุดสูงสุดเดิมสำเร็จเหนือระดับที่ 1,400 ดอลลาร์นั่นเอง

อย่างไรสถานการณ์ดังกล่าวนี้ได้ส่งผลกระทบต่อปริมาณการ์ดจอตลาดเนื่องจากความต้องการที่สูงขึ้นและอัตราการผลิตที่ไม่เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็น Nvidia's RTX 3080 หรือ ASIC miner A10 Pro ก็ตาม ซึ่งทั้งสองเครื่องได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเครืองขุดที่ทรงพลังที่สุดในปัจจุบันซึ่งสามารถสร้างผลต่อแทนได้มากถึงวันละ 62 ดอลลาร์ต่อเครื่องอีกด้วย