อดีตพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบิน Etihad Airlines กล่าวว่าเขานั้นมีแววต้องติดคุกนานถึงสามปีในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เนื่องจากไม่สามารถผ่อนชำระเงินกู้ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ที่นำมาลงทุนในวงการสินทรัพย์ดิจิทัล

ความไม่แน่นอน คือความแน่นอน

นักลงทุน Crypto ผู้นี้ ได้เล่าเรื่องราวของเขาผ่านเว็บบอร์ดที่มีความนิยมมากระดับโลกอย่าง Reddit โดยระบุว่าตนเป็นชายอายุ 34 ปี และไม่ใช่พลเมืองสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พร้อมทั้งโพสต์ภาพของตารางกำหนดการชำระคืนหนี้สินของเขา ที่มีมูลค่าสูงถึง 338,000 Dirham (สกุลเงินท้องถิ่นของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) หรือราวๆ 109,000 ดอลลาร์สหรัฐให้แก่ธนาคารอิสลามเอมิเรตส์

Maybe some remember my case, so now it got worse as I lost my job and my wife too.Not only she has a loan to pay but I still have those insane installments to refund every months as I bought crypto in December 2017 on a 100K$loan,my salary was covering them, but now we are facing jail if we dont pay from Bitcoin

โดยจุดหักหมดของเรื่องนี้ คือการที่เขาได้สูญเสียงานที่สายการบิน Etihad ด้วยผลกระทบจากการระบาดครั้งใหญ่ของเชื้อไวรัส COVID-19 และไม่สามารถจ่ายค่างวดรายเดือนได้ตามกำหนด โดยแต่ละงวดนั้นมีมูลค่าประมาณ 2,230 ดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตามด้วยความผันผวนตามของค่าเงินในตลาดโลก ภายในสิ้นปี 2021 เขาจะต้องชำระเงินคืนให้กับธนาคารรวมเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 393,296.80 Dirham หรือ ประมาณ  127,000 ดอลลาร์สหรัฐ

เกิดอะไรขึ้น ทำไมเขาถึงเป็นหนี้?

เรื่องราวของนักลงทุน Crypto ผู้นี้ เคยเป็น Viral ในหมู่นักลงทุนสกุลเงินดิจิทัลมาแล้วเมื่อเดือนสิงหาคม 2018 หลังจากที่เขาโพสต์ภาพตารางการผ่อนชำระรูปเดียวกันนี้และเปิดเผยเรื่องราวความล้มเหลวของเขา โดยเขาได้กู้เงินออกมาเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2017 ในวันที่ Bitcoin (BTC) แตะระดับราคาที่สูงที่สุดซึ่งมีมูลค่ากว่า 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากนั้น ในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี เขารายงานว่าเขาขาดทุนย่อยยับกว่า 85% และได้พูดเพิ่มเติมว่า

“มันเป็นการลงทุนเก็งกำไรครั้งแรกของผม ผมคิดว่ามันเป็นช่วงเวลาที่เรายังไม่ได้ไตร่ตรองถึงความเสี่ยงของการลงทุนและเปิดรับความเสี่ยงที่มากเกินตัว โดยไม่มีความรับผิดชอบที่จะจ่ายคืนได้”

วัฒนธรรมที่แตกต่าง ส่งผลให้บทลงโทษไม่เหมือนกัน

ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์นั้น ต่างจากประเทศอื่นๆ เนื่องด้วยวัฒนธรรมที่มองว่าการติดหนี้นั้นมีความร้ายแรงและถูกนับเป็นคดีอาญามากกว่าคดีแพ่ง หากไม่สามารถชำระค่างวดตามเวลาที่กำหนดได้ อาจโดนตัดสินจำคุกไม่เกินสามปีและอาจนานกว่านั้นหากไม่สามารถชำระสินเชื่อที่ยังค้างชำระอยู่ได้และจะถูกส่งตัวเข้าคุกอย่าวรวดเร็วภายเวลาไม่เกินสามเดือน

แต่หลายประเทศก็ยังมีนโยบายยับยั้งการจำคุกลูกหนี้อยู่ ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายเพราะบางทีเจ้าหน้าที่ก็ยังพยายามจะหาหนทางรวมไปถึงตั้งข้อหาในการจับกุม เช่นเดียวกับในสหรัฐอเมริกา ที่ยังคงมีความล้มเหลวในระบบการชำระค่าปรับสำหรับความผิดทางแพ่ง เช่น การข้ามถนน และ การละเมิดกฎจราจรอื่นๆ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ก็สามารถติดคุกได้ นอกจากนี้ปัญหาเดียวกันนี้ยังเกิดขึ้นกับคนพื้นเมืองในออสเตรเลีย และมีส่วนทำให้อัตราโทษจำคุกสูงขึ้นอีกด้วย