การเปลี่ยนแปลงในตลาดการซื้อขายสกุลเงิน Cryptocurrency นั้นอาจมีที่มาจากหลายเหตุปัจจัย ตั้งแต่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศไปจนถึงการเข้าออกตลาดของเหล่านักลงทุน โดยเมื่อมองย้อนกลับไปตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของวงการ Cryptocurrency แล้วจะพบว่านักลงทุนกลุ่มหนึ่งนั้นมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงสำคัญในตลาด ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้คือเหล่านักลงทุนสถาบันนั่นเอง

กระแสการเปลี่ยนแปลงและทิศทางของการลงทุน

ในปัจจุบันก็เริ่มมีกระแสการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะกลายเป็นชนวนสำคัญที่จะส่งให้ตลาดนั้นกลับมาคึกคักและพลิกกลับเป็นขาขึ้นได้ ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงการเข้ามาของเหล่านักลงทุนสถาบันเท่านั้น แต่ทิศทางการลงทุนของพวกเขายังบ่งบอกว่าสภาพตลาดโดยรวมนั้นมีทีท่าจะเติบโตไปมากกว่านี้ได้อีกด้วย

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นสังเกตได้จากผลรายงานอัตราส่วนการลงทุนของเหล่านักลงทุนสถาบันรายใหญ่ซึ่งได้มีการเปลี่ยนแนวทางมาซื้อขาย Bitcoin ในระยะยาวมากขึ้น ซึ่งจำนวนนักลงทุนสถาบันดังกล่าวนั้นคิดได้เป็นจำนวนกว่า 25% ของนักลงทุนรายใหญ่ในตลาดเลยทีเดียวสำหรับ Bitcoin ตามมาด้วยนักลงทุนสถาบันกว่า 11% ได้ลงทุนใน Ethereum

นอกจากนี้แล้ว การที่นักลงทุนซึ่งเป็นที่รู้จักกันในแวดวงการเงินอย่างนาย Paul Tudor Jones นั้นยังได้ออกมากล่าวว่าตัวเขานั้นเห็นภาพ Bitcoin เหมือนกับที่ตัวเขานั้นเห็นทองคำในช่วงปี 1970 ซึ่งในปัจจุบันตัวเขาก็ได้ลงทุนในสินทรัพย์ดังกล่าวไว้คิดเป็นมูลค่ากว่า 2% ของสินทรัพย์ที่เขามีอีกด้วยโดยตัวเขาได้แสดงถึงความมั่นใจในตัวเหรียญดังกล่าวว่าเวลาจะเป็นแรงขับเคลื่อนอย่างดีที่ทำให้ผู้คนยอมรับและเชื่อมั่นใน Bitcoin มากขึ้น

Paul Tudor Jones สุดยอดผู้จัดการกองทุน Hedge Fund

อีกทั้งเมื่อเราลองพิจารณาการเปลี่ยนแปลงในตลาด Future จะพบว่าตัวเลขการซื้อขายสัญญาซึ่งให้บริการโดยบริษัท CME นั้นได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการที่เหล่านักลงทุนสถาบันวางเงินไว้สำหรับการซื้อขายระยะยาวมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นยังเห็นได้จากรายงานของทาง Fidelity Investments ที่แสดงว่ากว่า 36% ของกลุ่มตัวอย่างพบว่ากลุ่มกองทุนบำนาญหลายรูปแบบได้มีอัตราการเข้าถึงสินทรัพย์ cryptocurrency มากขึ้นโดยส่วนใหญ่แล้วมุ่งเป้าไปที่เหรียญหลักอย่าง Bitcoin นั่นเอง

ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นก็แตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาคของโลกตามสถานการณ์ทีเอื้อให้กับการเติบโตของตลาด โดยมาตรการการปรับลอดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางไปจนถึงการปรับดอกเบี้ยติดลบอย่างในภูมิภาคยุโรปนั้นยังส่งให้มีความั่นใจของนักลงทุนสถาบันนั้นเพิ่มมากขึ้นกว่าในภูมิภาคอื่นอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกาอีกด้วย