ConsenSys ซื้อกิจการ MyCrypto ปูทางสู่ Web 3

ยูนิคอร์นคริปโตชื่อดัง ConsenSys ซื้อกิจการ MyCrypto ร่วมผสานเทคโนโลยี และทีมนักพัฒนาเข้าด้วยกันเพื่อสร้าง Wallet ในอุดมคติที่ปลอดภัยมากขึ้น

ConsenSys ซื้อกิจการ MyCrypto ปูทางสู่ Web 3

คำแถลงการณ์เมื่อวันอังคารที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาจากทีมผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐาน Blockchain ชื่อดัง และผู้พัฒนา MetaMask ซึ่งเป็นกระเป๋าเงินดิจิทัลที่มียอดผู้ใช้งานรายเดือนมากถึง 21 ล้านรายต่อเดือน และได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งใน Ethereum Wallet และส่วนต่อขยายเบราว์เซอร์ที่เติบโตได้รวดเร็วที่สุดระบุว่า ConsenSys ซื้อกิจการ MyCrypto ผู้ให้บริการอินเทอร์เฟซ Wallet ของ Ethereum เพื่อพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยให้กับผลิตภัณฑ์ทั้งหมด และผสาน User Experiece เข้ากับอุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์, โทรศัพท์มือถือ, ส่วนต่อขยาย และ Wallet บนเบราวเซอร์

ConsenSys ซื้อกิจการ MyCrypto หวังเชื่อมผู้คนเข้าสู่ Web 3

ทางด้าน Dan Finlay ผู้ร่วมก่อตั้ง MetaMask ได้ออกมากล่าวถึงความคาดหวังของเขาที่มีต่อการผสมผสานแอปพลิเคชันบนมือถือ และส่วนต่อขยายเบราว์เซอร์เข้ากับเว็บไซต์ของ MyCrypto โดยระบุว่าการร่วมมือกันระหว่าง 2 องค์กรจะช่วยเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับโลกของ Web 3 ในรูปแบบต่าง ๆ ได้มากยิ่งขึ้น

ConsenSys ซื้อกิจการ MyCrypto ปูทางสู่ Web 3
Dan Finlay ผู้ร่วมก่อตั้ง MetaMask

ในขณะเดียวกัน ทางด้าน MyCrypto ได้ออกมาชี้แจงผ่านบล็อกส่วนตัวของเขาถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของบริษัทในการทำงานร่วมกับ MetaMask ซึ่งเขาได้อธิบายว่าการควบรวมกิจการในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายในการปูทางเข้าสู่ Web 3 และร่วมกันดินตามเป้าหมายในการสร้าง Wallet ที่สมบูรณ์แบบ โดยลักษณะของ Wallet ในอุดมคติก็คือการทำให้กระเป๋าเงินดิจิทัลสามารถกระจายอำนาจได้มากขึ้น และเชื่อถือได้มากขึ้น รวมไปถึงการจัดลำดับความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยของลูกค้า และระบบรักษาความปลอดภัย และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือการให้บริการอย่างลื่นไหลให้แก่ผู้ใช้งานทั่วทั้งโปรโตคอล และเครือข่ายต่าง ๆ

เป้าหมายของทั้ง 2 องค์กรคือการสร้าง Wallet ในอุดมคติ

ตามข้อมูลจากทั้ง 2 องค์กรระบุว่าผู้นำทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ในครั้งนี้ได้แก่ Dan Finlay ผู้ร่วมก่อตั้ง MetaMask และ Aaron Davis ควบคู่ไปกับผู้ก่อตั้ง MyCrypto อย่าง Taylor Monahan ในขณะที่พนักงานจาก MyCrypto อีก 12 รายจะเข้าไปร่วมเป็นหนึ่งในทีมงานของ ConsenSys โดยล่าสุดทางบริษัทได้ขึ้นแท่นเป็นยูนิคอร์นแห่งอุตสาหกรรมคริปโตไปเป็นที่เรียบร้อย ด้วยมูลค่าที่มากถึง 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากปิดรอบระดมทุนครั้งล่าสุดไปได้กว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

ทั้งนี้การสร้าง Wallet ในอุดมคติให้สำเร็จได้นั้นจำเป็นที่จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้ง 2 องค์กรผ่านการผสานเทคโนโลยีต่าง ๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อสร้างชุดผลิตภัณฑ์สำหรับ Ethereum ตัวแรกที่ครบวงจรในรูปแบบ Open-source และปราศจากการผูกมัดใด ๆ ให้ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

ทำความรู้จักกับ MyCrypto ให้มากขึ้น

MyCrypto เป็นผู้พัฒนา Etereum Wallet บนเว็บไซต์ในรูปแบบ Open-Source ที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถจัดเก็บ Ether และ โทเคน ERC20 ทุกประเภทได้อย่างเป็นส่วนตัว และปลอดภัย โดยทางบริษัทได้เริ่มให้บริการ และพัฒนาโดยชุมชน และเพื่อชุมชนมาตั้งแต่ปี 2015 พร้อมทั้งมุ่งเน้นการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดเพื่อกระจายอำนาจให้อยู่ในมือของผู้คนทั่วโลก

ConsenSys ซื้อกิจการ MyCrypto ปูทางสู่ Web 3
Read more about:

Involve

เทรดคริปโตให้เป็นเรื่องง่าย

สวัสดี 🇹🇭 ประเทศไทย พวกเราขอใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. แล้วนะ

อ่านเพิ่มเติม
Sponsored

🔥 เป็นที่นิยมในปัจจุบัน

ราคา crypto

เข้าร่วมชุมชนของเรา

Engage with people also reading CryptoSiam and discuss about what’s going on right now in crypto space.

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ General

The merge

The Merge เกิดขึ้นแล้ว! มาดูกันผ่านไป 1 ช.ม. มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง?

ผ่านไปแล้ว 1 ชั่วโมงกับ 'The Merge' มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง? หลังการอัปเกรดครั้งประวัติศาสตร์ Ethereum ที่แฟนๆ รอคอย ที่บอกเลย ไม่ได้มีแค่ราคาที่เปลี่ยน!

Ethereum จะทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในเดือนกันยายน?

ราคา Ethereum หลังการอัปเกรด The Merge จะเป็นอย่างไร? จะสามารถพลิกแซงหน้า Bitcoin ได้หรือไม่?
ปริมาณบิทคอยน์ (Bitcoin) บน Exchange หดหนัก

ปริมาณบิทคอยน์ (Bitcoin) บน Exchange หดหนัก

ปริมาณบิทคอยน์ (Bitcoin) ที่คงเหลืออยู่บนกระเป๋าเงินในแพลตฟอร์ม Exchange นั้นน้อยลงเข้าไปทุกวัน ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้มักส่อแววว่าจะมี ‘ข่าวดี’
สุดช็อค! บริษัทคริปโต BlockFi เป็นหนี้ 1.8 พันล้านดอลลาร์

สุดช็อค! บริษัทคริปโต BlockFi เป็นหนี้ 1.8 พันล้านดอลลาร์

บริษัทคริปโต BlockFi เป็นหนี้อยู่สูงถึง 1.8 พันล้านดอลลาร์ แถมอาจจะขาดทุนได้อีก 600 ล้านดอลลาร์หลังจากนี้