การเข้าที่สกุลเงินคริปโตเข้ามามีบทบาทในแวดวงการเงินของโลกนั้น เป็นสิ่งที่รัฐบาลของแต่ละประเทศไม่สามารถที่จะปล่อยผ่านไปได้ เนื่องจากรัฐบาลเหล่านี้อยู่ในฐานะผู้กุมอำนาจในการกำกับดูแลเงินตรา ทั้งยังเป็นผู้กำหนดและจำกัดการไหลเข้าออกของเงินเพื่อเป็นการรักษาดุลภาพของเศรษฐกิจภายในประเทศ ดังนั้นแล้วการเติบโตของวงการคริปโตจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการควบคุมตลาดเงินของพวกเขา บทความนี้จึงเป็นชิ้นแรกในซีรีย์สรุปสถานการณ์ทางด้านกฎหมายเกี่ยวกับสกุลเงินคริปโตของประเทศในภูมิภาคเอเชียนั่นเอง

แหล่งนวัตกรรมของภูมิภาค

เมื่อมองโดยทั่วไปแล้ว ประเทศจีนนั้นเรียกได้ว่าเป็นประเทศที่สาวกคริปโตนั้นเห็นการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวของกับสกุลเงินคริปโตออกมามากที่สุด ทั้งยังเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีขุมพลังการขุดเหรียญตามมาตรฐาน ERC-20 อย่างเช่น Bitcoin มากที่สุดในโลกอีกด้วย โดยประเทศดังกล่าวนี้เป็นที่มาของแพลตฟอร์ม Exchange ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการอย่าง Binance ทั้งยังเป็นแหล่งกำเนิดของโครงการคริปโตที่มีประโยชน์อีกหลายรายการ

ข้อจำกัดทางกฎหมาย

อย่างไรก็ตามเบื้องหลังภาพการพัฒนาที่เกิดขึ้นนั้น จะพบกับความยากลำบากและความคุมเครือที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมคริปโตภายในประเทศ เนื่องจากรูปแบบการปกครองของรัฐบาลประเทศจีนเองนั้นเป็นแบบคอมมิวนิสต์ซึ่งยึดถือนโยบายอย่างเด็ดขาดจากส่วนกลาง ทำให้พื้นที่ในการดำเนินการนั้นถูกจำกัดอยู่ในพื้นที่สีเทาของกฎหมายนั่นเอง นอกจากนี้แล้วสกุลเงินคริปโตยังถูกห้ามไม่ให้มีการดำเนินการซื้อขายภายในประเทศตั้งแต่ในปี 2017 อีกด้วย

การเปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้สถานการณ์ดังกล่าวเริ่มเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นในปี 2019 หลังจากที่ศาลของประเทศจีนได้ตีความให้สกุลเงินคริปโตอย่างเช่น Bitcoin เป็นทรัพย์สินในแบบเสมือน หรือ Virtual Property ทำให้การถือครองและการได้มาซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวนั้นสามารถทำได้ แต่การซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลยังคงถูกจำกัดภายใต้กฎหมายของประเทศอยู่ แต่กรณีก็เป็นการเปิดทางให้กับการดำเนินการด้านคริปโตต่างๆสามารถทำได้มากขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้แล้วประธานาธิบดีของประเทศยังออกมากล่าวอย่างเป็นทางการถึงการสนับสนุนเทคโนโลยี Blockchain อีกด้วย

สกุลเงินจากรัฐบาลกลาง

ภายใต้กฎหมายของประเทศที่จำกัดกิจกรรมการซื้อขายสกุลเงินคริปโตนั้น คือ นโยบายสำคัญของประเทศในการพัฒนาสกุลเงินหยวนแบบดิจิทัล (Central Bank Digital Currency หรือ CBDC) ซึ่งจะออกใช้งานโดยธนาคารกลางของประเทศจีน ไม่ใช่เพียงเพื่อแทนที่การใช้เงินสดเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบการชำระเงินแบบใหม่ของประเทศที่เตรียมขยายไปสู่สากลอย่างที่เกิดขึ้นแล้วผ่านระบบ Alipay นั่นเอง

นอกจากนี้แล้วทางรัฐบาลของประเทศจีนยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้งานเพื่อผลักดันคุณภาพสวัสดิการของประเทศ รวมถึงช่วยเหลือภาคธุรกิจภายในประเทศ โดยได้มีโครงการที่เกิดขึ้นแล้วอย่าง Blockchain Service Network (BSN) ที่เข้ามาช่วยธุรกิจขนาดกลางถึงขนาดย่อยในการปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศด้านต่าง ๆ อย่างถูกต้อง ทั้งยังรองรับการใช้งานฟีเจอร์อื่น ๆ เช่น การรองรับ Stablecoin เป็นต้น