Facebook, Google และ Twitter ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีเกี่ยวกับการแบนโฆษณา Cryptocurrency ในปี 2018 ซึ่งคดีความดังกล่าวได้ดำเนินการโดยกลุ่มธุรกิจ Cryptocurrency และบุคคลทั่วไปที่อ้างว่าการแบนที่ถูกกระทำขึ้นโดยสื่อ Social Media รายใหญ่ในครั้งนี้ได้ทำร้ายธุรกิจของพวกเขา หนึ่งในผู้อ้างสิทธิ์ในคดีความดังกล่าวเป็นตัวแทนของ บริษัท JPB Liberty ในประเทศซิดนีย์

ขัดขาไม่ให้ธุรกิจเติบโต

การแลกเปลี่ยน Cryptocurrency ส่วนใหญ่นั้นยังไม่ได้ถูกควบคุมในปี 2018 ตามที่ผู้ร้องเรียนตั้งข้อสังเกต ซึ่งการแบนโฆษณา Cryptocurrency ได้ขัดขวางไม่ให้ธุรกิจที่ถูกกฏหมายใช้แพลตฟอร์ม Social Mediaในการขับเคลื่อนการเจริญเติบโตของธุรกิจ หากคดีความจบลงตามความต้องการของผู้เรียกร้อง ค่าธรรมเนียมจากการฟ้องร้องในครั้งนี้จะถูกแบ่งออกเป็น 30% แก่ผู้ให้เงินทุนและ 70% แก่ผู้เรียกร้อง

รวมกันเราอยู่

คดีความดังกล่าวเป็นคดีในรูปแบบที่หากทนายว่าความแล้วไม่ชนะ ตัวเขาเองก็จะไม่ได้รับค่าจ้าง (No Win, No Fee Case) และกำลังรอการระดมทุนเพื่อยื่นฟ้องตามข้อกล่าวหาของบริษัทและกลุ่มบุคคลผู้ได้รับผลกระทบ

โดยกลุ่มธุรกิจผู้เป็นตัวตั้งตัวตีในการฟ้องครั้งนี้ได้คาดหวังว่าจะมีผู้คนเข้าร่วมคดีความในครั้งนี้มากขึ้นเพื่อความหนักแน่นข้องสำนวน ซึ่งเมื่อบริษัทโซเชียลมีเดียเหล่านี้ถูกฟ้อง พวกเขากำลังเสี่ยงที่จะต้องจ่ายเงินมากถึง 6 ร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐและจำนวนเงินอาจเพิ่มขึ้นเป็น 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐถ้ามีผู้คนจำนวนมากที่เข้าร่วมในการดำเนินคดีดังกล่าว

การเกิดคดีความในระบบนิเวศ Crypto

การมีคดีความนั้นเป็นเรื่องธรรมดาในแวดวง Blockchain และ Cryptocurrency โดยหากย้อนกลับไปในเดือนเมษายน Ripple (XRP) ได้ยื่นฟ้อง Youtube ของ Google ที่ล้มเหลวในการดำเนินการป้องกันผู้บริโภคไม่ให้ถูกฉ้อโกงโดย “Giveaway” ได้กระทำความผิดโดยใช้โปรไฟล์ Social Mediaปลอม

ทาง JPMorgan Chase เองก็ยังคงจ่ายเงิน 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อชำระคดีที่เป็นผลมาจากการแจ้งไม่ความเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างค่าธรรมเนียมที่ใช้กับการทำธุรกรรม Crypto ซึ่งถูกฟ้องร้องโดยลูกค้าที่ใช้บัตรเครดิตในปี 2018

ไม่ใช่การง่ายที่จะล้มยักษ์

เนื่องจากคดีความหลายคดีมีวิธีการหลบเลี่ยงความผิดจากหลากหลายสาเหตุที่แตกต่างกัน สื่อ Social Media ยักษ์ใหญ่ทั้งสามที่ถูกกล่าวหาโดยบริษัท JPB Liberty อาจอ้างเหตุผลในการแบนคริปโตในอดีตด้วยสาเหตุที่ว่าประเทศออสเตรเลียมีแนวโน้มที่จะถูกฉ้อโกงในด้าน Cryptocurrency ก็เป็นได้ ซึ่งก็ต้องมาดูกันว่าศาลที่เคารพจะตัดสินผลออกมาเป็นอย่างไร