รายงานล่าสุดที่อ้างอิงตามฐานข้อมูล และการวิจัยของบริษัท BraveNewCoin ได้ตอกย้ำถึงความเสี่ยงที่ร้ายแรงหลายประการในระบบ Decentralized Finance (DeFi) ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยในด้านอื่น ๆ 'นอกเหนือจากด้านการเงิน'โดยรายงานฉบับนี้ได้ทำการวิเคราะห์เจาะลึกลงไปถึงปัญหาทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับโปรโตคอล Smart Contract ของ Ethereum โดยเฉพาะ

รายงานเล่มดังกล่าวนั้นถูกหยิบยกมาเผยแพร่ต่อสาธารณชนผ่านทาง Xavier Meegan นักวิเคราะห์แห่งบริษัท BNC ที่ซึ่งระบุว่าปัญหาต่าง ๆ นั้นเริ่มต้นด้วย (1)ความเสี่ยงในการปรับขนาดเครือข่าย ที่ซึ่งผู้ใช้งาน DeFi ทุกรายในเดือนกันยายนปีนี้จะคุ้นเคยกับปัญหาดังกล่าวเป็นอย่างดี โดยความแออัดที่เกิดขึ้นบนเครือข่ายนั้นส่งผลให้ค่าธรรมเนียม (Gas Fees) พุ่งสูงขึ้น และความล้มเหลวในการทำธุรกรรมอาจทำให้โปรโตคอล DeFi ทำงานผิดพลาดหรือทำงานไม่ได้ตามที่ตั้งใจไว้

ในช่วงที่เกิดกระแสความคลั่งไคล้การลงทุนในรูปแบบ Yield Farming นั้นส่งผลให้ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม Ethereum โดยเฉลี่ยพุ่งสูงขึ้นประมาณ 15 ดอลลาร์สหรัฐ โดยงานวิจัยดังกล่าวได้อ้างอิงถึงเหตุการณ์ Black Thursday ให้เป็นตัวอย่างในกรณีข้างต้น;

“พวกเราได้เห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นกับ Black Thursday ในเดือนมีนาคมปี 2020 มาแล้ว เมื่อเหล่า Actors (ผู้ชำระบัญชี) จาก MakerDAO ไม่สามารถเข้าถึงการประมูลเพื่อเสนอราคาหลักทรัพย์ค้ำประกัน จึงส่งผลเกิดการแจกหลักประกันไปแบบฟรี ๆ”

มีการอ้างถึงช่องโหว่ของ Smart Contract จำนวนมาก รวมไปถึง (2)ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจาก Reentrancy Attack ซึ่งเป็นรูปแบบการโจมตีระบบแบบวนซ้ำ โดยเกิดขึ้นเมื่อ Contract ได้ทำการส่ง ETH ไปก่อนที่จะมีการอัปเดตภายในระบบ โดยเหตุการณ์การโจมตี dForce มูลค่ากว่า 25 ล้านดอลลาร์ที่เกิดขึ้นในเดือนเมษายนที่ผ่านมาถือเป็นตัวอย่างของการแสวงหาประโยชน์จาก Reentrancy

Flash Loan หรือ โปรโตคอลการกู้ยืมแบบไม่ต้องค้ำประกัน (สามารถยืมและชำระคืนสินทรัพย์ได้ภายในธุรกรรมเดียวกัน) ก็สามารถแสวงหาประโยชน์จากเหตุการณ์ข้างต้นได้เช่นเดียวกัน โดยมีตัวอย่างที่น่าสนใจในปีนี้ ได้แก่ bZx, Opyn, Harvest Finance และกรณีล่าสุดอย่าง Pickle Finance

(3)บริษัทซอฟต์แวร์รายใหญ่อย่าง Oracles เองก็ได้สร้างความเสี่ยงขึ้นมาเช่นเดียวกัน เนื่องจาก Smart Contract อาจได้รับข้อมูลเท็จ หรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับมูลค่าเครือข่าย Off-Chain หรือ ราคาของสินทรัพย์ จากการจัดการข้อมูลของผู้ให้บริการเอง หรืออาจเป็นการจัดการจากผู้แสดงเจตนาร้ายก็เป็นได้

(4) การออกแบบโปรโตคอล อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงได้หากเครือข่ายต่าง ๆ ถูกควบคุมเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับอาชญากรไซเบอร์ ซึ่งการทำ Composability หรือการออกแบบให้เกิดการประกอบตัวโปรโตคอลได้จากหลาย ๆ ส่วน เป็นตัวอย่างที่ดีของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้โปรโตคอล DeFi จึงจำเป็นต้องพึ่งพาโปรโตคอลอื่น ๆ ในการทำงาน โดยรายงานการวิเคราะห์ดังกล่าวได้ตั้งข้อสังเกตว่าแนวคิด "Money Lego" เกี่ยวกับการเชื่อมต่อระหว่างกันภายในระบบก่อให้เกิดความเสี่ยงมากขึ้น

“การเชื่อมโยงระหว่างกันบนระบบ DeFi ในปัจจุบันมีความคล้ายคลึงกับการเงินรูปแบบเดิมช่วงก่อนวิกฤตการเงินโลก (GFC) ในปี 2007–08 อย่างมาก”

นอกจากนี้ยังมี (5) ความเสี่ยงในการรวมเครือข่าย ที่เกิดขึ้นบนระบบ DeFiหากโปรโตคอลถูกควบคุมโดยศูนย์กลางของสื่อกลาง หรือกำกับดูแลโดยผู้ครอบครองเหรียญCrypto รายใหญ่บางราย โดยการกำกับดูแลการโหวตของ Uniswap ครั้งแรกนั้นถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการแสดงให้เห็นว่าวิธ๊การที่ผู้ใช้งานกลุ่มเล็ก ๆ ใช้ในการควบคุมผลลัพธ์นั้นทำได้อย่างไร นอกจากนี้ Stablecoins จำนวนมากที่ถูกนำมาใช้บนระบบ DeFi ยังถูกรวบรวมและควบคุมโดยองค์กรต่าง ๆ

(6) การพึ่งพา Infuraในฐานะผู้ให้บริการโหนดโครงสร้างพื้นฐานก็มีความเสี่ยงเช่นกัน เนื่องด้วยทางอุตสาหกรรมได้ค้นพบปัญหาเครือข่ายล่มในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน โดยทาง Infura จัดหาลูกค้าที่ใช้ Ethereum ผ่าน Cloud เพื่อให้ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องดำเนินการบนโหนดของตนเอง

“กลุ่มผู้ใช้งาน Ethereumราว 63% ที่เลือกใช้งาน Infura ในการปฏิบัติการบนเครือข่ายบล็อกเชน หาก Infura ไม่สามารถทำงานได้ตามที่คาดไว้ในอนาคตจะก่อให้เกิดผลกระทบใดบ้าง”

การวิเคราะห์ยังได้ระบุเพิ่มเติมว่ามีความเสี่ยงอื่น ๆ อีกหลายประการ เช่น (7) ความเสี่ยงด้านแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ, (8) ความเสี่ยงของการขาดความรู้ด้านการเงิน และ (9) ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ นอกจากนี้ผลรายงานการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวสรุปได้ว่ายังมี (10) ความเสี่ยงที่จะพบความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ระบบนิเวศทั้งหมดดูเหมือนฝันร้ายของระบบทางการเงินครั้งใหญ่!