บิทคอยน์ (BTC) และเหรียญ altcoins ส่วนใหญ่เจอแรงเทขายไปพร้อมกับตลาดหุ้นทั่วโลกและน้ำมันดิบในวัน Black Friday ที่ผ่านมา โดยได้รับผลกระทบจากข่าวโคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่ตรวจพบในแอฟริกาใต้ ทิศทางราคาจะเป็นอย่างไรต่อจากนี้?
Santiment เผยอัตราส่วนความคิดเห็นเชิงบวกต่อ Bitcoin พุ่งแตะระดับสูงสุดของปี 2026 พร้อมเตือนว่าความเชื่อมั่นเชิงบวกในอดีตมักตามมาด้วยการปรับฐานระยะสั้น แม้บรรยากาศในตลาดคริปโตโดยรวมยังคงเปราะบาง

แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลคริปโต Santiment ระบุว่า กระแสความหวังต่อกฎหมาย CLARITY Act ของสหรัฐฯ กำลังสร้างความคึกคักให้ตลาด Bitcoin แต่ก็เตือนว่านักลงทุนควรระวัง เพราะตลาดคริปโตมักเคลื่อนไหวสวนทางกับความคาดหวังของคนส่วนใหญ่

ธนาคารกลางอังกฤษกำลังพิจารณาปรับกฎควบคุม Stablecoin ใหม่ หลังบริษัทคริปโตจำนวนมากมองว่าข้อจำกัดเดิมเข้มงวดเกินไป ทั้งเรื่องเพดานการถือครองและเงื่อนไขเงินสำรอง ซึ่งอาจทำให้ Stablecoin ที่ผูกกับเงินปอนด์แข่งขันกับ Stablecoin ดอลลาร์ได้ยาก

Arthur Hayes มองว่า สงครามในตะวันออกกลางและการแข่งขันด้าน AI ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน จะผลักดันให้รัฐบาลทั่วโลกอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบมากขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดันราคา Bitcoin กลับไปทดสอบระดับสูงสุดเดิมที่ 126,000 ดอลลาร์ภายในปีนี้


รายงานล่าสุดจาก Paybis ระบุว่า Stablecoin ครองสัดส่วนสูงถึง 86% ของปริมาณธุรกรรมทั้งหมดบนแพลตฟอร์ม สะท้อนเทรนด์ธุรกิจทั่วโลกที่หันมาใช้ดอลลาร์ดิจิทัลในการโอนเงินระหว่างประเทศมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์เรื่องความรวดเร็วและลดต้นทุนค่าธรรมเนียมให้ต่ำกว่า 1%

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐกำลังเดินหน้าตามคำสั่งฝ่ายบริหารของ Donald Trump ในการจัดตั้งคลังสำรอง Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัลเชิงยุทธศาสตร์ พร้อมคาดว่ากฎหมาย CLARITY Act อาจผ่านการพิจารณาของวุฒิสภาภายในช่วงฤดูร้อนนี้

กระทรวงการคลังสหรัฐประกาศคว่ำบาตรแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโต 4 แห่งของอิหร่าน หลังเพิ่งเปิดเผยว่าสามารถยึดสินทรัพย์ดิจิทัลจากกระดานเทรดและกระเป๋าเงินคริปโตที่เชื่อมโยงกับอิหร่านได้เกือบ 1 พันล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์

Bitcoin ดิ่งลงกว่า 7% ภายในวันเดียว แตะระดับต่ำสุดในรอบ 9 สัปดาห์ หลังสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านปะทุขึ้นอีกครั้ง ขณะที่การเจรจาหยุดยิงยังไร้ข้อสรุป ส่งผลให้ตลาดคริปโตเผชิญแรงเทขายหนักและการล้างพอร์ตมูลค่ากว่า 1.8 พันล้านดอลลาร์