ETH ร่วงแตะจุดต่ำสุดในรอบ 13 เดือน หลังข่าวช่องโหว่ Zcash นักวิเคราะห์จับตาแนวรับ 1,400 ดอลลาร์
ETH ดิ่งลงต่ำกว่า 1,600 ดอลลาร์ หลังมีการเปิดเผยช่องโหว่สำคัญในเครือข่าย Zcash ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่าราคาของ Ethereum อาจเผชิญแรงขายต่อเนื่องและมีความเสี่ยงปรับตัวลงสู่บริเวณ 1,400 ดอลลาร์

ETH ดิ่งลงต่ำกว่า 1,600 ดอลลาร์ หลังมีการเปิดเผยช่องโหว่สำคัญในเครือข่าย Zcash ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่าราคาของ Ethereum อาจเผชิญแรงขายต่อเนื่องและมีความเสี่ยงปรับตัวลงสู่บริเวณ 1,400 ดอลลาร์
ราคา Ether (ETH) ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 13 เดือนที่ 1,540 ดอลลาร์เมื่อวันศุกร์ ท่ามกลางแรงกดดันจากการปรับฐานของตลาดคริปโตโดยรวม หลัง Bitcoin ร่วงต่ำกว่า 60,000 ดอลลาร์ ขณะที่นักลงทุนยังวิตกต่อผลกระทบจากช่องโหว่ร้ายแรงที่ถูกค้นพบในเครือข่าย Zcash
ข้อมูลตลาดอนุพันธ์สะท้อนมุมมองเชิงลบที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยอัตรา Funding Rate ของสัญญา ETH Futures พลิกเข้าสู่แดนลบ แสดงให้เห็นถึงความต้องการเปิดสถานะ Short ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ราคา ETH ปรับตัวลงแล้วกว่า 67% จากจุดสูงสุดตลอดกาลในเดือนสิงหาคม 2025
ในช่วงเวลาเพียง 5 วันที่ผ่านมา มีการล้างพอร์ต (Liquidation) ของนักลงทุนฝั่ง Long มากถึง 1.28 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของตลาดปรับตัวลงอย่างมาก นอกจากนี้ ความต้องการซื้อ Options ป้องกันความเสี่ยงขาลงยังเพิ่มสูงขึ้น โดยสัดส่วน Put-to-Call บนแพลตฟอร์ม Deribit พุ่งขึ้นแตะ 3.7 เท่า สะท้อนว่าตลาดกำลังเตรียมรับความเสี่ยงจากการปรับตัวลงเพิ่มเติม
ช่องโหว่ Zcash จุดชนวนความกังวลทั่วตลาด
แรงกดดันอีกด้านมาจากการค้นพบช่องโหว่ร้ายแรงในเครือข่าย Zcash ซึ่งเปิดโอกาสให้สามารถสร้างเหรียญ ZEC เพิ่มขึ้นได้อย่างไม่จำกัดภายในระบบธุรกรรมแบบปกปิดข้อมูล โดยช่องโหว่นี้ถูกตรวจพบเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมผ่านโมเดล AI ของ Anthropic ที่ชื่อ Opus 4.8
สิ่งที่สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนคือ ช่องโหว่ดังกล่าวมีอยู่ในระบบมาตั้งแต่ปี 2022 แต่ไม่เคยถูกตรวจพบมาก่อน ทำให้เกิดคำถามว่าเครือข่ายบล็อกเชนและสมาร์ตคอนแทรกต์อื่น ๆ อาจมีจุดอ่อนที่ยังไม่ถูกค้นพบเช่นกัน
ผลกระทบดังกล่าวสะท้อนผ่านมูลค่าทรัพย์สินที่ถูกล็อกไว้ (TVL) บนเครือข่าย Ethereum ซึ่งลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2024 โดยแอปพลิเคชัน DeFi หลายแห่งเผชิญการไหลออกของเงินทุนอย่างหนัก เช่น Spark ลดลง 50%, Ether.fi ลดลง 49%, EigenCloud ลดลง 41% และ KernelDAO ลดลง 39%
ความกังวลด้านความปลอดภัยฉุดความเชื่อมั่น DeFi
บรรยากาศเชิงลบยิ่งรุนแรงขึ้นหลังอุตสาหกรรม DeFi เผชิญเหตุโจมตีทางไซเบอร์หลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา โดยมูลค่าความเสียหายจากการแฮ็กคริปโตในเดือนเมษายนรวมกันสูงถึง 630 ล้านดอลลาร์
เหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายมากที่สุด ได้แก่ การโจมตี KelpDAO มูลค่า 293 ล้านดอลลาร์ และ Drift Protocol มูลค่า 280 ล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นกว่า 82% ของความเสียหายทั้งหมดในเดือนดังกล่าว
นักวิเคราะห์มองยังไม่เห็นสัญญาณฟื้นตัว
ข้อมูลล่าสุดยังชี้ว่ามีเพียงประมาณ 30% ของอุปทาน ETH ทั้งหมดที่ยังอยู่ในสถานะกำไรเมื่อเทียบกับราคาที่มีการโอนย้ายครั้งล่าสุด ระดับดังกล่าวเคยเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้งในประวัติศาสตร์ โดยหนึ่งในนั้นคือช่วงวิกฤต COVID-19 เมื่อเดือนมีนาคม 2020 ซึ่งในเวลาต่อมาราคา ETH สามารถฟื้นตัวขึ้นกว่า 118% ภายใน 60 วัน
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันยังคงแตกต่าง เนื่องจากมีการล้างพอร์ต Long ของ ETH มากกว่า 500 ล้านดอลลาร์ภายในเวลาเพียง 48 ชั่วโมง และยังไม่มีสัญญาณของแรงซื้อกลับที่ชัดเจน
ขณะเดียวกัน Tom Lee และบริษัท Bitmine Immersion Technologies ซึ่งถือครอง ETH คิดเป็นประมาณ 4.5% ของอุปทานทั้งหมด ก็กำลังเผชิญผลขาดทุนทางบัญชีมูลค่ากว่า 10,500 ล้านดอลลาร์
ด้วยแรงกดดันจากทั้งภาวะตลาดขาลง ความกังวลด้านความปลอดภัยของระบบ DeFi และผลกระทบจากช่องโหว่ใน Zcash นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งจึงมองว่าราคา ETH ยังมีโอกาสปรับตัวลงต่ำกว่าระดับ 1,550 ดอลลาร์ และอาจทดสอบโซน 1,400 ดอลลาร์ได้ หากความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังไม่ฟื้นตัวในระยะสั้น
อ้างอิง : Cointelegraph
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: การลงทุนมีความเสี่ยงสูง ดังนั้น ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดก่อนการลงทุนทุกครั้ง
ข้อมูลในบทความนี้มีจุดประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น Cryptosiam ไม่รับประกันความสมบูรณ์ ความถูกต้อง หรือความน่าเชื่อถือของข้อมูลดังกล่าว และไม่มีสิ่งใดในบทความนี้ที่ควรใช้เป็นคำแนะนำหรือชักชวน ให้ซื้อหรือขายคริปโต รวมทั้งการประเมินใดๆ ไม่มีข้อความใดในบทความที่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย วิชาชีพ การลงทุน และ/หรือทางการเงิน และ/หรือคำนึงถึงความต้องการเฉพาะ และ/หรือข้อกำหนดของแต่ละบุคคล
Cryptosiam และบริษัทในเครือ ขอปฏิเสธความรับผิด หรือความรับผิดชอบทั้งหมดเกี่ยวกับเนื้อหาของบทความ และการดำเนินการใดๆ กับข้อมูลในบทความนั้น เป็นความเสี่ยงของผู้อ่าน และถือเป็นความเสี่ยงแต่เพียงผู้เดียว








