Bitcoin เสี่ยงแตะ 60,000 ดอลลาร์ หลังราคาเริ่มแยกทางหุ้นเทค ขณะที่เม็ดเงินไหลเข้าสู่ AI
Bitcoin เผชิญแรงกดดัน หลังการเคลื่อนไหวเริ่มแยกตัวออกจากหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐ ขณะที่นักลงทุนหันไปยังหุ้นกลุ่ม AI มากขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงที่ BTC จะปรับตัวลงต่ำกว่า 60,000 ดอลลาร์กลับมาอยู่ในความสนใจของตลาดอีกครั้ง

Bitcoin เผชิญแรงกดดัน หลังการเคลื่อนไหวเริ่มแยกตัวออกจากหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐ ขณะที่นักลงทุนหันไปยังหุ้นกลุ่ม AI มากขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงที่ BTC จะปรับตัวลงต่ำกว่า 60,000 ดอลลาร์กลับมาอยู่ในความสนใจของตลาดอีกครั้ง
Bitcoin ร่วงลงกว่า 7% หลังไม่สามารถยืนเหนือระดับ 67,200 ดอลลาร์ได้ในช่วงต้นสัปดาห์ ส่งผลให้เกิดการล้างพอร์ต (Liquidation) ของสถานะ Long ที่ใช้ Leverage รวมมูลค่ากว่า 330 ล้านดอลลาร์
สิ่งที่สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนมากกว่าการปรับฐานของราคา คือการที่ Bitcoin ย่อตัวลงในช่วงเวลาเดียวกับที่ดัชนี Nasdaq 100 ยังคงแข็งแกร่งและเคลื่อนไหวอยู่ห่างจากจุดสูงสุดตลอดกาล เพียงประมาณ 1% เท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่าง Bitcoin และหุ้นเทคโนโลยีเริ่มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อตกลงสหรัฐ-อิหร่านช่วยหนุนหุ้น แต่ไม่สามารถดัน Bitcoin ได้
ปัจจัยบวกที่ช่วยสนับสนุนตลาดหุ้นสหรัฐมาจากการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดี Masoud Pezeshkian ของอิหร่าน ซึ่งช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 15 สัปดาห์ที่ประมาณ 74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อลดลง นอกจากนี้ ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่องของสหรัฐยังทรงตัวที่ 1.81 ล้านราย ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในตลาดหุ้น
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบวกเหล่านี้กลับไม่สามารถผลักดันราคา Bitcoin ให้ฟื้นตัวตามตลาดการเงินแบบดั้งเดิมได้
ท่าที Fed และดอลลาร์แข็งค่า กดดันสินทรัพย์เสี่ยง
นักวิเคราะห์มองว่าหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กดดัน Bitcoin คือท่าทีของ Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คนใหม่
มุมมองดังกล่าวทำให้นักลงทุนเชื่อว่า Fed อาจยังคงใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 5 ปี ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 4.21%
ในเวลาเดียวกัน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักทั่วโลก ซึ่งมักเป็นปัจจัยลบต่อสินทรัพย์ที่ไม่สร้างผลตอบแทน อย่าง Bitcoin และทองคำ เนื่องจากนักลงทุนสามารถรับผลตอบแทนที่น่าสนใจจากตราสารหนี้ได้ต่อไป
ผลกระทบดังกล่าวสะท้อนผ่านราคาทองคำที่ปรับตัวลดลงกว่า 3.3% ขณะที่ Bitcoin ก็ยังเผชิญแรงขายอย่างต่อเนื่อง
กระแส AI ดูดเม็ดเงินออกจากตลาดคริปโต
ข้อมูลในตลาดอนุพันธ์ชี้ให้เห็นว่าความต้องการเปิดสถานะ Long ด้วย Leverage บน Bitcoin ลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน หลังราคา BTC ร่วงจาก 73,700 ดอลลาร์ลงสู่ 61,300 ดอลลาร์ภายในเวลาเพียง 3 วัน
ในทางกลับกัน นักลงทุนจำนวนมากกลับหันไปให้ความสนใจกับอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากขึ้น โดยเฉพาะหลังการเข้าตลาดหุ้นของ SpaceX ซึ่งทำให้มูลค่าบริษัทพุ่งแตะ 2.4 ล้านล้านดอลลาร์ภายในเวลาไม่นาน
นอกจากนี้ หุ้นของ Intel ยังปรับตัวขึ้นกว่า 10% หลัง Donald Trump เปิดเผยว่า Apple เตรียมร่วมมือกับ Intel ในการผลิตชิปประมวลผล ขณะที่บริษัทผู้ผลิตชิปและหน่วยความจำรายใหญ่อย่าง Micron และ SK Hynix ก็กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์เช่นกัน
นักวิเคราะห์ชี้ความเชื่อมั่น Bitcoin ร่วงลงกว่าช่วงวิกฤต FTX
Joe Carlasare นักกฎหมายด้านธุรกิจและผู้สนับสนุน Bitcoin ระบุว่า บรรยากาศในตลาด Bitcoin ปัจจุบันอาจย่ำแย่ยิ่งกว่าช่วงที่ FTX ล่มสลายในปี 2022
เขามองว่า ในช่วงวิกฤต FTX สินทรัพย์แทบทุกประเภทได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจมหภาค แต่ในรอบนี้ ปัญหาหลักคือ “เรื่องราวการลงทุน” หรือ Narrative ที่เคยผลักดันให้นักลงทุนเข้าซื้อ Bitcoin เริ่มจางหายไป
อย่างไรก็ตาม Bitcoin ยังคงมีสถานะที่แข็งแกร่งกว่าในอดีตอย่างมาก โดยกองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐสะสมสินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวมมากกว่า 102,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่อย่าง Morgan Stanley, Bank of America และ Goldman Sachs ต่างเปิดให้บริการด้านการลงทุนใน Bitcoin แก่ลูกค้าแล้ว
แม้การกลับไปทดสอบแนวรับบริเวณ 60,000 ดอลลาร์ยังคงเป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม แต่ทิศทางในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับว่าความต้องการซื้อจากนักลงทุนสถาบันจะกลับมาแข็งแกร่งมากแค่ไหน ท่ามกลางกระแสการลงทุนในหุ้น AI ที่ยังคงได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากตลาดทั่วโลก
อ้างอิง : Cointelegraph
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: การลงทุนมีความเสี่ยงสูง ดังนั้น ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดก่อนการลงทุนทุกครั้ง
ข้อมูลในบทความนี้มีจุดประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น Cryptosiam ไม่รับประกันความสมบูรณ์ ความถูกต้อง หรือความน่าเชื่อถือของข้อมูลดังกล่าว และไม่มีสิ่งใดในบทความนี้ที่ควรใช้เป็นคำแนะนำหรือชักชวน ให้ซื้อหรือขายคริปโต รวมทั้งการประเมินใดๆ ไม่มีข้อความใดในบทความที่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย วิชาชีพ การลงทุน และ/หรือทางการเงิน และ/หรือคำนึงถึงความต้องการเฉพาะ และ/หรือข้อกำหนดของแต่ละบุคคล
Cryptosiam และบริษัทในเครือ ขอปฏิเสธความรับผิด หรือความรับผิดชอบทั้งหมดเกี่ยวกับเนื้อหาของบทความ และการดำเนินการใดๆ กับข้อมูลในบทความนั้น เป็นความเสี่ยงของผู้อ่าน และถือเป็นความเสี่ยงแต่เพียงผู้เดียว








