สถาบันคลังสมองสัญชาติดัตช์ “dGen” ซึ่งเป็นองค์กรณ์ด้าน Fintech ที่ไม่แสวงหาผลกำไรหนึ่งในกลุ่ม European think tank หรือหน่วยงานอิสระที่รวบรวมเหล่านักคิดของยุโรป โดยทำงานในความร่วมมือระหว่างประเทศของสหภาพยุโรปเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับโลก ได้เผยแพร่รายงานที่เกี่ยวกับทิศทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ของ CBDC

โดยพวกเขาทำการคาดการณ์เอาว่าจากทั่วทั้งโลกนั้น จะมีเพียงจำนวน 3-5 ประเทศเท่านั้นที่สามารเปลี่ยนระบบสกุลเงินหลักในประเทศของตนทั้งหมดเป็นสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง หรือ CBDC ภายในปี 2030

รายงานของกลุ่ม dGen นั้นมาในหัวข้อ “การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ของ CBDCs” โดยในเนื้อหานั้นเจาะลึกเกี่ยวกับสถานการณ์ของสกุลเงินหลักทั่วโลก เช่น ดอลลาร์สหรัฐ ยูโรและหยวน ซึ่งได้รวบรวมข้อมูลโดยได้รับการสนับสนุนจากสถาบันต่าง ๆ เช่น ธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank - ECB)  ธนาคาร Standard Chartered และ สำนักแฟรงค์เฟิร์ต หรือ The Frankfurt School ทำสามารถการคาดการณ์ครั้งสำคัญเกี่ยวกับผลกระทบของสกุลเงินดิจิทัล CBDC ที่มีต่อระบบการเงินทั่วโลก

ทาง dGen ได้คาดการณ์ว่าจะมี 3-5 ประเทศทั่วโลก ที่จะเปลี่ยนสกุลเงินหลักประจำชาติของตนไปใช้สกุลเงิน CBDC อย่างสมบูรณ์ภายในสิบปีข้างหน้า ถึงแม้ว่า dGen จะไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำว่าประเทศใดที่จะทำการเปลี่ยนสกุลเงินภายในปี 2030 ได้บ้าง แต่รายงานดังกล่าวก็ได้สรุปความคืบหน้าที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงิน CBDC ตามเขตการปกครอง ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศบาฮามาสและสวีเดน โดยทางสถาบันคลังสมองได้ตั้งข้อสังเกตว่าการพัฒนา e-krona ของประเทศสวีเดนนั้นสอดคล้องกับแผนของประเทศที่จะเป็นสังคมไร้เงินสดภายในปี 2025

การทำงานที่ไม่ชัดเจนจะทำให้ยุโรปพ่ายต่อมังกร

dGen ยังได้คาดการณ์อีกว่าสกุลเงินยูโรจะถูกครอบงำโดยเงิน “หยวนดิจิทัล” ของประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน ถ้าหากยุโรปไม่พัฒนาสกุลเงิน CBDC ของตนเองให้สำเร็จภายในปี 2025 โดยทางสถาบันคลังสมองได้กล่าวเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB จะต้องสร้าง “สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับความมั่งคั่งของสกุลเงินยูโรดิจิทัล” มิฉะนั้นระบบสกุลเงินหลักจะมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียตำแหน่งในเศรษฐกิจโลก

Philipp Sandner หัวหน้าของ Blockchain Center แห่งสำนัก The Frankfurt School

Philipp Sandner หัวหน้าของ Blockchain Center แห่งสำนัก The Frankfurt School ได้วิพากษ์วิจารณ์ ECB เนื่องจากท่าทีในการดำเนินการที่ไม่ชัดเจนไว้ว่า

“การตอบสนองของ ECB นั้นช้าเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์จาก CBDC สำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น พื้นฐานของการเขียนโปรแกรมที่ควบคุมการไหลเวียนของเงินเที่ได้ถูกละเลยในปัจจุบัน และเมื่อพิจารณาถึง Libra และ DC / EP [เงินหยวนดิจิทัล] แล้วนั้น ECB ต้องเดินเกมส์ตอบสนองอย่างรวดเร็วเพื่อรักษาตำแหน่งทางภูมิรัฐศาสตร์”

ในขณะที่ CBDC ของประเทศจีนนั้นได้แสดงท่าทีที่เป็นภัยคุกคามต่อสกุลเงินยูโร แต่ถึงกระนั้นเงินหยวนดิจิทัลก็ไม่น่าจะแซงหน้าสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่อยู่ในสถานะสกุลเงินสำรองของโลกได้ภายในเร็ว ๆ นี้ โดยส่วนหนึ่งของรายงานเล่มดังกล่าวได้ระบุไว้ว่า “การเปิดตัวเงินหยวนดิจิทัลจะไม่มาแทนที่สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ไม่ใช่ในเร็ว ๆนี้” ตามรายงานของสถาบันคลังสมองที่กล่าวว่าเงินหยวนดิจิทัลมีโอกาสน้อยกว่าที่จะสามารถฟาดฟันกับสกุลดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจาก “ความไม่สงบทางการเมืองในประเทศจีนและความพยายามในการเปลี่ยนถ่ายเงินสำรอง รวมถึงการออกใบแจ้งหนี้”

อาจจะมีม้ามืดในเรื่องนี้ก็เป็นได้

CBDC เป็นสิ่งที่จำเป็นในการเป็นตัวเเทนของสกุลเงินหลัก โดยมีเป้าหมายเพื่อให้บริการกาทำธุรกรรมแบบไม่ใช้เงินสด โดยเพิ่มความรวดเร็วในการชำระเงินและลดต้นทุนอื่นๆที่เกี่ยวข้อง แม้ว่าจีนจะเป็นเขตการปกครองที่มีบทบาทมากที่สุดในแง่ของการพัฒนา CBDC แต่ประเทศต่างๆก็ได้เริ่มสำรวจเครื่องมือทางการเงินที่ใช้สร้างระบบแบบใหม่อย่างจริงจังด้วยเช่นกัน อย่างเช่น ธนาคารกลางของบราซิล ที่ได้ประกาศเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ว่าชาวบราซิลจะได้พบกับสกุลเงิน CBDC ก่อนปี 2023