นิตยสาร FedTech ได้ออกมารายงานว่าหน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ หลายแห่ง ยกตัวอย่างเช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา หรือ Food and Drug Administration (FDA) และกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้หันมาใช้ Blockchain เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงาน ทั้งยังส่งเสริมให้ทุกกิจกรรมเกิดประสิทธิภาพ มีความปลอดภัยและยังเปี่ยมไปด้วยความยืดหยุ่น สามารถทลายข้อจำกัดเดิม ๆ ออกไปได้

Blockchain กับการติดตามข้อมูลแบบเรียลไทม์

เจ้าหน้าที่ในสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาต้องการวิธีที่มีประสิทธิภาพในการช่วยติดตามข้อมูลไวรัสไข้หวัดหมูสายพันธุ์ H1N1 ที่เริ่มแพร่ระบาดอีกครั้งในปี 2017

แน่นอนว่าเจ้าหน้าที่ที่สำนักงานแห่งนี้ไม่พบวิธีที่ดีไปกว่าการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้

Henry Francis ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านเหมืองข้อมูล การประเมินข้อมูลและการวิจัยที่ศูนย์ประเมินผลและวิจัยยาของ FDA ประสบความสำเร็จในการพัฒนาแอปพลิเคชันที่ใช้บล็อกเชนเป็นพื้นฐานซึ่งช่วยให้พวกเขาได้รับข้อมูลแบบเรียลไทม์จากหลายแหล่งโดยอัตโนมัติ

Francis อธิบายว่าโปรแกรมแอปพลิเคชันแบบเรียลไทม์สำหรับอุปกรณ์โต้ตอบแบบพกพา หรือที่มีชื่อเรียกว่า RAPID ถือเป็นการนำบล็อกเชนมาใช้รัฐบาลกลางครั้งแรก และทำให้ความสนใจในเทคโนโลยีนี้กำลังเติบโตขึ้น

Blockchain กับการบริหารจัดการ

สำนักงานนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงทางการเงิน สังกัดกระทรวงการคลังสหรัฐฯ หรือ Financial Innovation and Transformation (FIT) เองก็หันมาใช้บล็อกเชนเช่นกัน โดยแอปพลิเคชันแรกของพวกเขามีไว้สำหรับติดตามอุปกรณ์เคลื่อนที่ ส่วนแอปพลิเคชันที่สองนั้นใช้สำหรับการจัดการใบอนุญาตซอฟต์แวร์

นอกจากนี้ กระทรวงสุขภาพและบริการมนุษย์สหรัฐฯ หรือ Department of Health and Human Services (HHS) ยังใช้เทคโนโลยีบัญชีแยกประเภทเพื่อเพิ่มอำนาจการซื้อจำนวนมาก ลดภาระการรายงานลดต้นทุนสำหรับคู่ค้าในอุตสาหกรรมและปรับปรุงการเก็บบันทึกสำหรับธุรกรรมของผู้ขาย

ยังมีความเป็นไปได้อีกมากสำหรับการประยุกต์ใช้บล็อกเชน

ณ ตอนนี้ FIT นั้นกำลังอยู่ในขั้นตอนของการทดสอบว่าการนำ Blockchain มาใช้จะสามารถปรับปรุงกระบวนการจ่ายเงินโดยร่วมมือกับ National Science Foundation ได้หรือไม่

Craig Fischer ผู้อำนวยการโครงการ FIT กล่าวว่าการทดลองใช้บล็อกเชนในช่วงต้นแสดงให้เห็นว่า FIT จำเป็นต้องเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีเหล่านี้เพื่อทำให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้นและจับคู่กับกรณีที่ใช้งานได้ดีที่สุด

ส่วนทางองค์การอาหารและยาเองก็กำลังตรวจสอบว่าสามารถใช้บล็อกเชนเพื่อติดตามและจัดการภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของอาหารในระบบอาหารที่กระจายอำนาจและกว้างขวางของประเทศได้อย่างไร ซึ่งหากทำได้จะเป็นการเพิ่มความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทานยาเพื่อให้เหล่าผู้บริโภคได้รับผลประโยชน์สูงสุด