ธนาคารกลางยุโรปพร้อมฟันธงว่าจะเดินหน้าโครงการ CBDC ต่อรือไม่ ในกลางปีนี้

Share article:
LinkedIn Facebook Twitter

ด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตามการปฏิวัติดิจิทัล (Digital revolution) ได้ทำให้ระบบการเงินทั่วทุกมุมโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งทางธนาคารกลางยุโรปกำลังศึกษา และหาแนวทางที่ชัดเจนของพวกเขา ในการรับมือกับโลกที่เปลี่ยนไปในขณะนี้

Share this article
LinkedIn Facebook Twitter
Christine Lagarde 1

Christine Lagarde ผู้ดำรงตำแหน่งประธานแห่งธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank – ECB) ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยกล่าวว่าจะมีการตัดสินใจครั้งสำคัญของ ECB ภายในกลางปี 2021 นี้ จากประเด็นที่ว่าพวกเขาจะเปิดตัว CBDC หรือไม่

อย่างไรก็ตามหลังจากธนาคารที่เป็นหัวใจหลักของสกุลเงินยูโรนั้นตัดสินใจอย่างแน่ชัดแล้วว่าจะออกเงินยูโรดิจิทัลหรือไม่ ก็ใช่ว่าจะสามารถดำเนินการออก CBDC ได้ทันที เพราะการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีกสี่ปี

Lagarde พูดกับ Bloomberg ว่า

“กระบวนการทั้งหมด – เราต้องพูดกันตามความเป็นจริง – ในมุมมองของฉันมันจะใช้เวลาอีกสี่ปี หรืออาจจะมากกว่านี้สักหน่อย แต่ฉันหวังว่าเราจะรักษาระยะเวลาไว้ได้ภายในสี่ปีเพราะมันเป็นความพยายามอย่างมากทางเทคนิค และการสร้างการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน”

ทั้งนี้ Lagarde ก็ยืนยันว่าการตัดสินใจว่าจะเดินหน้าต่อไปกับการออก CBDC หรือไม่จะสิ้นสุดภายใน “กลางปี ​​2021”

“เราต้องแน่ใจก่อนว่าเราทำมันถูกต้องแล้ว เราเป็นหน่วยงานของชาวยุโรป พวกเขาต้องรู้สึกปลอดภัย พวกเขาต้องรู้สึกว่าพวกเขาถือธนบัตรดิจิทัลที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารเป็นหลัก”

ก่อนหน้านี้ Lagarde กล่าวว่าเงินยูโรดิจิทัลจะเติมเต็มเงินสดแทนที่จะทำหน้าที่แทนมัน โดยเราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของความพึงพอใจของผู้บริโภคที่มีต่อการชำระเงินแบบดิจิทัลที่ไม่ต้องมีการสัมผัส ซึ่งอัตราการใช้งานเหล่านี้ได้เพิ่มสูงขึ้นโ ดยชาวยุโรปใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อตอบสนองความต้องซื้อสินค้าในช่วงที่ไวรัสกำลังระบาด ดังนั้นธนาคารกลางยุโรปจึงได้ประเมินการออก CBDC ที่มีศักยภาพเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ท่ามกลางคลื่นดิจิทัลนั่นเอง

และด้วยการปฏิวัติดิจิทัล (Digital revolution) ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ ณ ขณะนี้ ทำให้ชาวยุโรปมากกว่าสี่ในห้าคนมีพฤติกรรมใช้อินเทอร์เน็ตเป็นประจำ โดยตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นจากหนึ่งในห้าสองทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งนั่นก็สอดคล้องกับการที่การชำระเงินได้แบบทั่วทุกมุมโลกก็ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคได้ผลักดันให้เกิดกระแสดิจิทัลไปข้างหน้านั่นเอง

Read more about: