กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้เผยแพร่นโยบายภายใต้กรอบการดำเนินงานที่ชื่อว่า "American Family Plan" ซึ่งเผยแพร่โดยประธานาธิบดี Joe Biden แห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่าน โดยภายในกรอบดังกล่าวได้ชี้ให้เห็นว่าความสำคัญของสกุลเงินดิจิทัลนั้นจะเพิ่มมากยิ่งขึ้น แม้ว่าการทำธุรกรรมคริปโตจะใช้รายได้องค์กรเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในขั้นตอนนี้

ทั้งนี้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ มีเป้าหมายที่จะเสริมสร้างการจัดการด้านกฎระเบียบโดยต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายงานการไหลเข้า และการไหลออกจากบัญชีที่มีมูลค่ากว่า 10,000ดอลลาร์สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลแบบรายปี ซึ่งผู้ที่ต้องรายงานเรื่องนี้นั้นประกอบไปด้วยธนาคาร, ผู้ให้บริการการชำระเงิน และบริการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล

"ธุรกิจที่ได้รับสินทรัพย์ Crypto ที่มีราคาตลาดยุติธรรมมากกว่า 10,000 ดอลลาร์จะถูกรายงานด้วย แม้ว่าสกุลเงินดิจิทัลจะเป็นส่วนแบ่งเพียงเล็กน้อยของธุรกรรมทางธุรกิจในปัจจุบันก็ตาม แต่การรายงานที่ครอบคลุมดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อลดแรงจูงใจ และโอกาสในการเปลี่ยนรายได้ออกจากระบบการรายงานข้อมูลใหม่"

เพื่อเพิ่มความโปร่งใสของรายรับ และรายจ่ายทั้งหมด ข้อเสนอของ Biden กำหนดให้ต้องมีการจัดทำบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีการเงินให้กับ กรมสรรพากร หรือ Internal Revenue Service (IRS) โดยระบบใหม่จะครอบคลุมบัญชีอื่น ๆ ที่คล้ายกับบัญชีของสถาบันการเงินสถาบันการเงินต่างประเทศ บริการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ Crypto และ ผู้รับฝากสินทรัพย์

รายงานระบุว่า

"สิ่งที่น่ากังวลอีกประการหนึ่งคือสกุลเงินเสมือนจริงซึ่งมีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ Cryptocurrency ก่อให้เกิดปัญหาในการตรวจสอบที่สำคัญด้วยการอำนวยความสะดวกให้กับกิจกรรมที่ผิดกฎหมายในวงกว้างรวมถึงการหลีกเลี่ยงภาษี"

นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำเนียบขาวเสนอที่จะจัดหาทรัพยากรเพิ่มเติมสำหรับกรมสรรพากรเพื่อศึกษาการเติบโตของสินทรัพย์คริปโต

นอกจากนี้สำนักข่าวรอยเตอร์ก็ยังรายงานว่าข้อเสนอการบังคับใช้ภาษีของฝ่ายบริหาร Biden จะลงทุนประมาณ 80,000ล้านดอลลาร์ในหน่วยงานด้านภาษีของสหรัฐภายในปี 2031และเพิ่มจำนวนพนักงานของกรมสรรพากรเป็นสองเท่าเพื่อปรับปรุงการปฏิบัติตามรายได้จากภาษี

เอกสารของรัฐบาลเปิดเผยว่าบริษัทต่าง ๆ อาจหลีกเลี่ยงการตรวจสอบบัญชีธนาคารเป็นเงินสด ดังนั้นช่องว่างภาษีธุรกิจจะเปลี่ยนไปเป็นการทำธุรกรรมที่ใช้เงินสด และอาจทำให้เกิดปัญหาในการตรวจสอบความเสี่ยงด้านความปลอดภัยภายใน นั่นทำให้หน่วยงานกำกับดูแลด้านภาษียังคงต้องสำรวจเส้นทางที่เหมาะสมยิ่งขึ้นสำหรับบริษัทที่จัดการเงินสด และสกุลเงินดิจิทัลในปัจจุบัน