บริษัทและกองทุนที่ถือครอง Bitcoin ซื้อเพิ่มรวมกันกว่า 6,700 BTC มูลค่ากว่า 1.2 พันล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่เป็นการเข้าซื้อจากบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่น Metaplanet ขณะกองทุน ETF ยังคงเป็นแรงขับหลักที่หนุนราคาแตะจุดสูงสุดใหม่
Next Technology Holding บริษัทซอฟต์แวร์และผู้ถือครอง Bitcoin รายใหญ่ที่สุดของจีน ยื่นเอกสารต่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญมูลค่าสูงสุด 500 ล้านดอลลาร์ โดยมีเป้าหมายเพื่อระดมทุนสำหรับการซื้อ Bitcoin เพิ่ม
การยอมรับคริปโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โรงแรม เกม และสินค้าดิจิทัล ขณะที่ มิลเลนเนียล และ Gen Z กลายเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับการใช้คริปโตมากที่สุด

รายงานจาก ARK Invest คาดว่าตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 61% โดย Bitcoin อาจมีราคาสูงถึง $1 ล้านต่อเหรียญภายในปี 2030 จากการยอมรับที่ขยายวงกว้างขึ้นทั่วโลก

ร่างกฎหมาย “Inflation Protection Act” เสนอให้รัฐเวสต์เวอร์จิเนียสามารถนำเงินไปลงทุนในโลหะมีค่า Stablecoin และคริปโตที่มีมูลค่าตลาดเกิน 750,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งขณะนี้มีเพียง Bitcoin

การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่นในวันศุกร์นี้อาจกลายเป็นสัญญาณลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก รวมถึง Bitcoin ซึ่งเคยร่วงกว่า 20–30% ทุกครั้งหลัง BoJ ขึ้นดอกเบี้ยในรอบที่ผ่านมา


นักวิเคราะห์ ETF ชี้ กระแสเชิงลบของ Bitcoin ในช่วงนี้เป็นเพียง “มุมมองระยะสั้น” พร้อมย้ำว่าในปี 2023–2024 Bitcoin ยังให้ผลตอบแทนเหนือกว่าสินทรัพย์อื่นเกือบทั้งหมด แม้ราคาปัจจุบันจะปรับตัวลงก็ตาม

นักวิเคราะห์ชี้ตลาด Futures เริ่มเกิดความไม่สมดุล หลังสถานะ Short ล้นตลาด ขณะที่ราคาของ Bitcoin แตะระดับ 81,000 ดอลลาร์ ส่อแววอาจเกิดการล้างพอร์ตครั้งใหญ่ดันราคาฟื้นแรงในระยะสั้น

แรงกดดันจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ คำขู่ภาษีของประธานาธิบดี Donald Trump และผลประกอบการกลุ่มเทคโนโลยีที่น่าผิดหวัง ฉุดราคาของ Bitcoin ร่วงแรง ขณะที่ตลาดคริปโตสูญมูลค่ากว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ใน 24 ชั่วโมง

Bitcoin ร่วงลงแตะ 83,400 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดของปีนี้ หลังถูกกดดันจากแรงขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาด Futures แต่นักวิเคราะห์มองว่านี่เป็นเพียง “การปรับฐานชั่วคราว” มากกว่าจะเป็นสัญญาณกลับตัวเข้าสู่ขาลงระยะยาว