ข่าวคริปโตเคอเรนซี่

สหรัฐฯ จ่อแบน CBDC ถึงปี 2030 หลังสภาคองเกรสผ่านร่างกฎหมายแล้ว รอเพียง Trump ลงนาม

สหรัฐฯ จ่อแบน CBDC ถึงปี 2030 หลังสภาคองเกรสผ่านร่างกฎหมายแล้ว รอเพียง Trump ลงนาม

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ อนุมัติร่างกฎหมายซึ่งมีบทบัญญัติห้ามธนาคารกลางสหรัฐออกสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) ไปจนถึงสิ้นปี 2030 โดยเหลือเพียงขั้นตอนการลงนามของประธานาธิบดี Donald Trump เท่านั้น

สหรัฐอเมริกากำลังเข้าใกล้การห้ามใช้งานและพัฒนา สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (Central Bank Digital Currency: CBDC) อย่างเป็นทางการ หลังจากสภาผู้แทนราษฎรผ่านร่างกฎหมายฉบับสำคัญที่มีบทบัญญัติห้ามธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) ออก CBDC ไปจนถึงปี 2030

สภาผู้แทนราษฎรลงมติด้วยคะแนนเสียง 358 ต่อ 32 เสียง เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เพื่อผ่านร่างกฎหมาย 21st Century ROAD to Housing Act ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการแก้ไขปัญหาความสามารถในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของชาวอเมริกัน

ก่อนหน้านั้นเพียงหนึ่งวัน วุฒิสภาก็ได้ผ่านร่างกฎหมายเดียวกันด้วยคะแนนเสียง 85 ต่อ 5 เสียง ส่งผลให้ร่างกฎหมายถูกส่งต่อไปยังประธานาธิบดี Donald Trump เพื่อรอลงนามบังคับใช้เป็นกฎหมาย ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นภายในเร็วนี้ เนื่องจาก Trump ได้แสดงจุดยืนสนับสนุนมาตรการดังกล่าวมาโดยตลอด

Tim Scott ประธานคณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภา กล่าวว่า

“วันนี้สภาคองเกรสได้มอบชัยชนะครั้งสำคัญให้กับครอบครัวชาวอเมริกันที่กำลังไล่ตามความฝันแบบอเมริกัน และผมหวังว่าจะได้เห็นประธานาธิบดี Trump ลงนามให้ร่างกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้”

CBDC คืออะไร และเหตุใดจึงถูกต่อต้าน

CBDC คือรูปแบบดิจิทัลของสกุลเงิน Fiat ที่ออกโดยธนาคารกลาง และถูกบันทึกอยู่บนระบบบัญชีดิจิทัลที่สามารถตรวจสอบและควบคุมได้โดยหน่วยงานรัฐ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พรรครีพับลิกันและกลุ่มผู้สนับสนุนคริปโตจำนวนมากได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับ CBDC โดยมองว่าระบบดังกล่าวอาจกลายเป็นเครื่องมือในการควบคุมธุรกรรมทางการเงินของประชาชน และขัดกับหลักการกระจายอำนาจที่เป็นรากฐานของสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง Bitcoin

กลุ่มผู้คัดค้านยังเชื่อว่า CBDC เป็นการนำเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างระบบการเงินแบบไร้ศูนย์กลางกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐอย่างเต็มรูปแบบ

ร่างกฎหมายห้าม Fed ออก CBDC จนถึงสิ้นปี 2030

เนื้อหาในร่างกฎหมายระบุอย่างชัดเจนว่า ธนาคารกลางสหรัฐจะไม่สามารถ

“ออกหรือสร้าง CBDC หรือสินทรัพย์ดิจิทัลใดๆ ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับ CBDC ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม”

โดยข้อห้ามดังกล่าวจะมีผลไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2030

( ที่มา : คณะกรรมาธิการการธนาคาร วุฒิสภาสหรัฐฯ ฝ่ายรีพับลิกัน )
( ที่มา : คณะกรรมาธิการการธนาคาร วุฒิสภาสหรัฐฯ ฝ่ายรีพับลิกัน )

บทบัญญัตินี้ถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของฝ่ายรีพับลิกัน หลังจากพยายามผลักดันกฎหมายต่อต้าน CBDC มาเป็นเวลาหลายปี

ข้อห้ามดังกล่าวยังเป็นการนำเนื้อหาสำคัญจากร่างกฎหมาย Anti-CBDC Surveillance State Act ของ Tom Emmer สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน กลับมาใช้อีกครั้ง โดยกฎหมายฉบับดังกล่าวเคยผ่านสภาผู้แทนราษฎรในปี 2025 แต่ไม่สามารถผ่านวุฒิสภาได้ในขณะนั้น

Stablecoin ได้รับการยกเว้นจากข้อห้าม

แม้ร่างกฎหมายจะสกัดกั้น CBDC แต่ไม่ได้มีท่าทีเป็นลบต่อ Stablecoin

เนื้อหาในกฎหมายระบุข้อยกเว้นสำหรับ Stablecoin ที่มีมูลค่าอ้างอิงกับดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะเหรียญที่มีคุณสมบัติเป็นระบบเปิด, ไม่ต้องขออนุญาต (Permissionless) และรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน

การยกเว้นดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าผู้กำหนดนโยบายของสหรัฐฯ ยังคงเปิดกว้างต่อภาคอุตสาหกรรมคริปโตภาคเอกชน แม้จะมีจุดยืนแข็งกร้าวต่อสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางก็ตาม

หลังจากประเด็น CBDC ถูกผลักออกจากวาระสำคัญของรัฐสภาแล้ว ความสนใจของผู้กำหนดนโยบายกำลังหันไปสู่ร่างกฎหมายกำกับดูแลตลาดคริปโตฉบับใหม่ที่มีชื่อว่า CLARITY Act

กฎหมายดังกล่าวถูกมองว่าเป็นกรอบการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลที่สำคัญที่สุดของสหรัฐฯ ในปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายกำหนดบทบาทและอำนาจกำกับดูแลระหว่างหน่วยงานต่างๆ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการหารือร่วมกันระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ภาคธนาคาร และอุตสาหกรรมคริปโตมาเป็นเวลาหลายเดือน แต่ร่างกฎหมาย CLARITY Act ยังคงเผชิญแรงต้านจากหลายฝ่าย

ล่าสุด นักวิเคราะห์จาก Galaxy Digital ได้ปรับลดโอกาสที่วุฒิสภาจะสามารถผ่านกฎหมายดังกล่าวได้ภายในปีนี้เหลือประมาณ 60% เนื่องจากตารางการทำงานของสภาคองเกรสเริ่มมีเวลาจำกัดมากขึ้นก่อนเข้าสู่ช่วงพักประชุมในเดือนสิงหาคมและการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน

การผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่า สหรัฐฯ กำลังเลือกเส้นทางสนับสนุนภาคคริปโตเอกชนและ Stablecoin มากกว่าการพัฒนา CBDC ของภาครัฐ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางการแข่งขันด้านนวัตกรรมการเงินดิจิทัลของโลกในช่วงหลายปีข้างหน้า

อ้างอิง : Cointelegraph

ติดตาม CryptoSiam
เพื่อให้ไม่พลาด ทุกข่าวสาร วงการคริปโต

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: การลงทุนมีความเสี่ยงสูง ดังนั้น ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดก่อนการลงทุนทุกครั้ง

ข้อมูลในบทความนี้มีจุดประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น Cryptosiam ไม่รับประกันความสมบูรณ์ ความถูกต้อง หรือความน่าเชื่อถือของข้อมูลดังกล่าว และไม่มีสิ่งใดในบทความนี้ที่ควรใช้เป็นคำแนะนำหรือชักชวน ให้ซื้อหรือขายคริปโต รวมทั้งการประเมินใดๆ ไม่มีข้อความใดในบทความที่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย วิชาชีพ การลงทุน และ/หรือทางการเงิน และ/หรือคำนึงถึงความต้องการเฉพาะ และ/หรือข้อกำหนดของแต่ละบุคคล

Cryptosiam และบริษัทในเครือ ขอปฏิเสธความรับผิด หรือความรับผิดชอบทั้งหมดเกี่ยวกับเนื้อหาของบทความ และการดำเนินการใดๆ กับข้อมูลในบทความนั้น เป็นความเสี่ยงของผู้อ่าน และถือเป็นความเสี่ยงแต่เพียงผู้เดียว

บทความที่เกี่ยวข้อง

สหรัฐฯ จ่อแบน CBDC ถึงปี 2030 หลังสภาคองเกรสผ่านร่างกฎหมายแล้ว รอเพียง Trump ลงนาม
นักลงทุน Bitcoin รุ่นบุกเบิกชะลอการขายแตะระดับต่ำสุดในรอบ 19 เดือน ขณะที่โมเดล Halving ชี้จุดต่ำสุดรอบตลาดอาจเกิดในเดือนกันยายน
Bitcoin ETF สหรัฐฯ เผชิญเงินไหลออกสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 6.4 พันล้านดอลลาร์ในรอบ 30 วัน
นักวิเคราะห์เตือน Bitcoin อาจพุ่งถึงแค่ 66,000 ดอลลาร์ หลังราคาปรับตัวสวนความตึงเครียดตะวันออกกลาง