ข่าวคริปโตเคอเรนซี่

หนี้สาธารณะสหรัฐฯ ทะลุ 38.5 ล้านล้านดอลลาร์ในวัน “Genesis Day” ของ Bitcoin

หนี้สาธารณะสหรัฐฯ ทะลุ 38.5 ล้านล้านดอลลาร์ในวัน “Genesis Day” ของ Bitcoin

ครบรอบการขุดบล็อกแรกของ Bitcoin พร้อมกับการพุ่งขึ้นของหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ สู่จุดสูงสุดใหม่ในประวัติศาสตร์ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ต่อระบบการเงินที่ยังคง “พิมพ์เงินอย่างไม่หยุดยั้ง”

ขณะที่ชุมชน Bitcoin ทั่วโลกเฉลิมฉลอง “Genesis Day” หรือวันครบรอบการขุดบล็อกแรกของเครือข่ายเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2009 โดย Satoshi Nakamoto หนี้สาธารณะของสหรัฐอเมริกากลับพุ่งทะลุสู่ระดับใหม่ที่ 38.5 ล้านล้านดอลลาร์

ตามข้อมูลจาก US National Debt Clock หนี้รวมของรัฐบาลสหรัฐฯ ขณะนี้อยู่ที่ราว $38,561,900,451,378 และยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หนี้สาธารณะของรัฐบาลสหรัฐฯ มีมูลค่ารวมกว่า 38.5 ล้านล้านดอลลาร์ และยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ( ที่มา : US Debt Clock )
หนี้สาธารณะของรัฐบาลสหรัฐฯ มีมูลค่ารวมกว่า 38.5 ล้านล้านดอลลาร์ และยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ( ที่มา : US Debt Clock )

นักวิเคราะห์ตลาด James Lavish แสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ดังกล่าวว่า

“โกหก ฉ้อโกง ขโมย และพิมพ์เงินอย่างไม่หยุด นี่คือสูตรของระบบเงินเฟียต ซึ่งจะค่อย ๆ ทำลายความเชื่อมั่นในสกุลเงินลงจนหมดสิ้น”

บล็อกแรกของ Bitcoin:ฝ สัญลักษณ์ต่อต้านระบบการเงิน

บล็อกแรกของ Bitcoin หรือ “Genesis Block” ที่ถูกขุดโดย Satoshi Nakamoto เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2009 พร้อมข้อความฝังในบล็อกจากพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์จาดสำนักข่าว The Times ว่า “Chancellor on brink of second bailout for banks”

พาดหัวดังกล่าวอ้างอิงถึงนโยบายการอัดฉีดเงินช่วยเหลือธนาคารของรัฐบาลอังกฤษในช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008–2009 ซึ่งถือเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ผลักดันให้เกิด Bitcoin ขึ้นมาในฐานะ “เงินที่ไม่ขึ้นกับธนาคารกลาง”

Paolo Ardoino CEO ของ Tether และ Sam Callahan ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์ของบริษัท OranjeBTC ต่างโพสต์ข้อความร่วมฉลอง “Bitcoin Genesis Block Day” โดยชี้ว่าวันนี้คือสัญลักษณ์แห่งแนวคิด “เงินที่ไม่สามารถถูกทำให้เสื่อมค่าจากเงินเฟ้อ” และมีจำนวนจำกัดสูงสุดเพียง 21 ล้านเหรียญ

สหรัฐฯ เพิ่มหนี้เฉลี่ยวันละ 6 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025

ข้อมูลจากสภาคองเกรสสหรัฐฯ ระบุว่าในปี 2025 รัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มหนี้เฉลี่ย วันละ 6 พันล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปีเดียว

เพื่อเปรียบเทียบ สหรัฐฯ ใช้เวลากว่า 200 ปี กว่าหนี้สาธารณะจะทะลุระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในเดือนตุลาคม 1981

ในขณะเดียวกัน ปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ (M2) ซึ่งสะท้อนจำนวนดอลลาร์ทั้งหมดในระบบ เพิ่มขึ้นต่อเนื่องแตะระดับ 22.4 ล้านล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลจาก Federal Reserve Bank of St. Louis

นักเศรษฐศาสตร์ยังชี้ว่า การเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินเฟียตทำให้มูลค่าซื้อของสกุลเงินลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ Bitcoin ซึ่งมีจำนวนจำกัดและลดอัตราการผลิตลงทุก 4 ปี ถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ “ต้านทานเงินเฟ้อโดยธรรมชาติ“

“Bitcoin ถูกออกแบบมาให้มีอัตราการผลิคเหรียญที่คงที่และจำนวนสูงสุดไม่เกิน 21 ล้านเหรียญ ซึ่งต่างจากเงินเฟียตที่ถูกพิมพ์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด”  Bitcoin advocates กล่าว

ในวันที่หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ พุ่งทะยาน “Genesis Block” ของ Satoshi Nakamoto ยังคงทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนใจถึงเหตุผลที่ Bitcoin ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อเสนอทางเลือกใหม่ให้กับระบบการเงินที่ถูกทำให้เสื่อมค่าด้วยหนี้และการพิมพ์เงินอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

อ้างอิง : Cointelegraph

ติดตาม CryptoSiam
เพื่อให้ไม่พลาด ทุกข่าวสาร วงการคริปโต

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: การลงทุนมีความเสี่ยงสูง ดังนั้น ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดก่อนการลงทุนทุกครั้ง

ข้อมูลในบทความนี้มีจุดประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น Cryptosiam ไม่รับประกันความสมบูรณ์ ความถูกต้อง หรือความน่าเชื่อถือของข้อมูลดังกล่าว และไม่มีสิ่งใดในบทความนี้ที่ควรใช้เป็นคำแนะนำหรือชักชวน ให้ซื้อหรือขายคริปโต รวมทั้งการประเมินใดๆ ไม่มีข้อความใดในบทความที่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย วิชาชีพ การลงทุน และ/หรือทางการเงิน และ/หรือคำนึงถึงความต้องการเฉพาะ และ/หรือข้อกำหนดของแต่ละบุคคล

Cryptosiam และบริษัทในเครือ ขอปฏิเสธความรับผิด หรือความรับผิดชอบทั้งหมดเกี่ยวกับเนื้อหาของบทความ และการดำเนินการใดๆ กับข้อมูลในบทความนั้น เป็นความเสี่ยงของผู้อ่าน และถือเป็นความเสี่ยงแต่เพียงผู้เดียว

บทความที่เกี่ยวข้อง

กราฟเทคนิคชี้สัญญาณขาลงของ Ether อาจดันราคาร่วงถึง $1,100 ท่ามกลางกิจกรรมเครือข่ายที่ซบเซา
นักลงทุนที่ซื้อ Bitcoin ตั้งแต่ต้นปี 2024 ยังช่วยพยุงราคาไว้ได้ แต่นักวิเคราะห์เตือนอาจร่วงถึง $52,000 ในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
กราฟ Bitcoin ชี้สัญญาณขาลง ขณะที่ “วาฬ” เพิ่มการโอนเข้า Binance ราคาอาจลงต่ออีก 20%
แรงกดดันจากปัจจัยเศรษฐกิจสหรัฐฯ กดดัน Bitcoin หลังไม่สามารถยืนเหนือ $70,000 ได้ ท่ามกลางภาวะตลาดที่ผันผวน